ปัจจุบันน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นต้นทุนในภาคการขนส่งที่มากที่สุด จากการที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตรถโดยสารและรถบรรทุกมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการประหยัดด้านเชื้อเพลิงมากที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการและผู้ขับรถจำเป็นต้องมีการพัฒนาหรือมีการเรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการขับรถให้ประหยัดน้ำมันได้สูงสุด ซึ่งองค์ประกอบหลักในการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน คือ 1.คนขับรถ 2.ตัวรถ 3.สภาพแวดล้อม และ 4.น้ำหนักบรรทุก

โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.คนขับรถ

คนขับบีรถนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุดในการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน ซึ่งถ้าคนขับรถไม่ศึกษาและท ความเข้าใจรถให้ดี ถึงจะใช้รถที่พัฒนามาดีเพียงใดก็ไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้ และอาจทำให้เกิดค่าบำรุงรักษาที่เกิดจากการใช้ผิดประเภทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมากขึ้น ดังนั้น ผู้ขับรถต้องมีความรู้เกี่ยวกับรถ รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ของรถที่ผลิตขึ้นมาในรุ่นใหม่ ๆ ดังนี้

-ต้องศึกษาและมีความเข้าใจเรื่องกำลังของเครื่องยนต์ แรงม้า แรงบิดและรอบของเครื่องยนต์ที่เหมาะสมในขณะใช้งาน-ต้องมีความเข้าใจชนิดของเกียร์และการใช้เกียร์ต่าง ๆ ที่ถูกต้อง เช่น การเปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ หรือให้อยู่ในช่วงที่ประหยัดน้ำมันสูงสุด

-การใช้เบรกอย่างถูกต้อง เช่น การใช้เบรกไอเสียขณะลงทางลาดชัน และการชะลอรถก่อนทำการหยุดรถเพื่อการประหยัดน้ำมัน

-สภาพความพร้อมของร่างกาย สำหรับผู้ขับรถที่ดีควรมีความพร้อมของร่างกายและสภาพจิตใจในขณะทำการขับรถ

-การวางแผนก่อนการเดินทางเพื่อการเดินทางจะได้รวดเร็วที่สุดและสั้นที่สุด หลีกเลี่ยงการขับรถบนทางลาดชันหรือขณะที่มีการจราจรติดขัด รวมถึงการจอดรถและการออกตัวรถให้น้อยที่สุดเช่น หลีกเลี่ยงการจอดติดสัญญาณไฟแดง

 

โดยวิธีการออกรถและการเปลี่ยนเกียร์ที่ช่วยให้ประหยัดน้ามันเชื้อเพลิง

  • ให้รถออกในตำแหน่งเกียร์ 1 เสมอ
  • ให้รอบเครื่องยนต์อยู่ในตำแหน่งที่ประหยัดและได้แรงบิดจากรอบเครื่องยนต์มากที่สุด โดยทั่วไปรถที่ผลิตในปัจจุบันรอบของเครื่องยนต์จะได้แรงบิดสูงในขณะเครื่องยนต์รอบต่ำ (อยู่ในช่วงแถบสีเขียว)
  • ห้ามลากรอบเครื่องยนต์ให้เกินตำแหน่งรอบที่ได้แรงบิดสูงสุด ซึ่งหากผู้ขับรถลากรถเครื่องยนต์ให้เกินตำแหน่งจะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันมาก
  • การเปลี่ยนเกียร์ให้สูงขึ้น ให้เปลี่ยนในช่วงที่ได้รอบแรงบิดสูงสุด (อยู่ในช่วงแถบสีเขียว)
  • การเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลง ให้เปลี่ยนในรอบเครื่องในแถบต่ำสุด (ในต่ำแหน่งต่ำสุดของแถบสีเขียว)
  • ในขณะขับรถผู้ขับรถควรรักษาระดับความเร็วและรอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในตำแหน่งแถบสีเขียวตลอดเวลาเพื่อการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด
  • หลีกเลี่ยงการเหยียบคันเร่งอย่างแรง

ส่วนปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการประหยัดน้ำมัน คือ หลีกเลี่ยงการใช้เบรกโดยไม่จำเป็น, ไม่เบรกอย่างรุนแรง, ใช้เบรกไอเสียขณะชะลอรถ, ใช้การลดเกียร์ให้ต่ำลงขณะใช้ความเร็วต่ำ, ทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม, วางแผนล่วงหน้าขณะผ่านทางแยกเพื่อหลีกเลี่ยงการจอดติดไฟแดง และุใช้คันเร่งด้วยความราบเรียบและสม่ำเสมอ เป็นต้น

 

2.ตัวรถ

ในปัจจุบันรถรุ่นใหม่ ๆ ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านเครื่องยนต์และสมรรถนะเครื่องยนต์ รวมถึงการรักษาสภาพแวดล้อม หากผู้ประกอบการและผู้ขับรถไม่มีการบำรุงรักษาเครื่องยนต์และส่วนควบต่างๆ จะส่งผลให้ไม่เกิดการประหยัดน้ำมัน

ปัจจัยของสภาพตัวรถที่ส่งผลต่อการไม่ประหยัดน้ำมัน

2.1 เครื่องยนต์

2.1.1 สภาพความพร้อม สภาพความฟิตของเครื่องยนต์

2.1.2 สภาพปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบของหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง

2.1.3 สภาพกรองน้ำมันเชื้อเพลิง

2.1.4 สภาพกรองดักน้ำในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง

2.1.5 สภาพไส้กรองอากาศและทางเดินอากาศ

2.1.6 สภาพที่เป็นส่วนเสริมอื่น ๆ เช่น น้ำมันหล่อลื่น

 

2.2 คลัตช์

คลัตช์เป็นตัวช่วยให้การส่งกำลังไปยังระบบเกียร์ หากคลัตช์ของรถสึกหรอหรือใกล้หมด จะส่งผลให้กำลังของเครื่องยนต์ถ่ายทอดไปยังชุดเกียร์ไม่ได้เต็มที่ (คลัตช์ลื่น) ทำให้ต้องใช้รอบของเครื่องยนต์ที่สูงกว่าปกติ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น ซึ่งการขับรถผู้ขับรถบางคนมักวางเท้าไว้บนแปูนคลัตช์ ซึ่งจากการวางเท้าบนแปูนคลัตช์เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลทำให้คลัตช์ทำงาน หรือทำให้แผ่นคลัตช์สึกหรอตลอดเวลา

2.3 เบรก

เบรกรถเป็นส่วนช่วยในการหยุดรถ หากมีการตั้งเบรกที่ชิดเกินไปอาจเกิดปัญหาในเรื่องเบรกติดหรือเกิดความฝืดที่จานเบรก รวมถึงสภาพของสปริงเบรกที่ล้าเกินไปก็มีส่วนทำให้ขณะทำการเบรกแล้วผ้าเบรกคืนกลับช้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ขณะขับรถเกิดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

2.4 ยางในขณะขับรถ

ยางเป็นส่วนหนึ่งในการรับน้ำหนักบรรทุก หากมีแรงดันลมยางอ่อนเกินไป หรือในลมยางแต่ละเส้นมีแรงดันลมยางต่างกัน ทำให้การขับรถไม่เกิดการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และอาจรวมถึงการปรับตั้งเพลาหางพ่วง ถ้าหากระยะไม่ได้ศูนย์ก็จะทำให้เกิดแรงฝืดในขณะฉุดลาก ทำให้ต้องใช้กำลังมากขึ้น ถือเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

 

3.สภาพแวดล้อม

ผู้ขับรถต้องมีการวางแผนก่อนการเดินทางและควรศึกษาสภาพทาง รวมถึงภูมิประเทศก่อนการขับรถ และควรหลีกเลี่ยงสภาพทางที่ไม่คุ้นเคยและมีสภาพเสี่ยงในขณะเดินทาง เช่น สภาพดินฟูาอากาศ สภาพถนนดินลูกรัง สภาพการจราจร สภาพภูมิประเทศ (ภูเขาสูง ทางลาดชันมากๆ )

4.น้ำหนักบรรทุกในขณะทำการบรรทุก

เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักมากขึ้นซึ่งมีผลทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานเพิ่มมากขึ้น การจัดการน้ าหนักสินค้าแต่ละเที่ยว ควรมีการจัดการที่ดีและไม่ควรบรรทุกเกินอัตราที่กำหนด รวมทั้งการจัดวางสินค้าต่าง ๆ ก็มีส่วนช่วยในการประหยัดน้ำมัน เช่น การบรรทุกไม่เกินกำหนดจะทำให้เกิดการประหยัดน้ำมัน 2.การกระจายน้ำหนักบรรทุกให้ถูกต้อง ทำให้การบังคับและควบคุมรถง่ายขึ้น และ 3.หากต้องใช้ทางที่เป็นภูเขาสูง ควรลดน้ำหนักบรรทุกลงให้น้อยกว่าการบรรทุกปกติ เป็นต้น

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

โดย…น้าเช

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

Advertisement