ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 กลับมาระลอกใหม่ในปัจจุบันเป็นสายพันธ์โอมิครอน ฝุ่นพิษ PM2.5 ยังนับเป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาครัฐและทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา และแม้จะมีหลายหน่วยงานดำเนินการติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีท่าทีว่าปัญหานี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะเมื่อผ่านพ้นหน้าฝนในแต่ละปีไปแล้ว เจ้าฝุ่น PM2.5 ก็จะกลับมาสร้างปัญหาทุกปีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่ภาคการขนส่ง รถบรรทุกและรถโดยสารยังคงถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักในการสร้าง PM2.5  เพราะเมื่อไม่นานมานี้ กรมการขนส่งทางบก ได้ยกระดับออกตรวจวัดควันดำจากท่อไอเสียของรถบรรทุกและรถโดยสารทุกวัน ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติงานออกตรวจวัดควันดำทั่วประเทศ โดยเฉพาะบนถนนสายหลักและสายรองที่เข้า-ออกกรุงเทพมหานคร

เข้มงวด กวดขัน ลงทัณฑ์ รถควันดำ

ซึ่งแน่นอนว่า หากตรวจพบค่าควันดำเกินกำหนดจะลงโทษเปรียบเทียบปรับสถานหนักและสั่งห้ามใช้รถด้วยการพ่นข้อความ “ห้ามใช้” และเจ้าของรถต้องนำรถไปแก้ไขสภาพเครื่องยนต์ไม่ให้มีค่าควันดำเกินกำหนดและนำมาตรวจสภาพอีกครั้งจนผ่านการตรวจสอบจึงจะนำไปใช้งานได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการเข้มงวดกวดขันไปยังส่วนงานต่างๆ ที่อยู่ภายใต้กรมการขนส่งทางบก ดังนี้

ตรวจสภาพรถบรรทุกและรถโดยสาร : เข้มงวดการตรวจสภาพรถตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด รวมทั้งดำเนินการตรวจวัดค่าควันดำรถทุกประเภทที่เข้ารับการตรวจสภาพรถ และรถที่มาดำเนินการทางทะเบียนในด้านอื่นๆ ที่สำนักงานขนส่ง

ตรวจสอบการทำงานของสถานตรวจสภาพรถ : เข้มงวดตรวจสอบการดำเนินการของสถานตรวจสภาพรถในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งการออกไปสุ่มตรวจการดำเนินการของสถานตรวจสภาพรถ ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางราชการกำหนด

ตรวจสอบรถของหน่วยงานรัฐ : ตรวจสอบควันดำรถราชการในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจังหวัดให้แจ้งส่วนราชการภายในจังหวัดนำรถเข้ามาตรวจวัดควันดำ ณ สำนักงานขนส่ง

บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น : อาทิ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร ออกตรวจวัดควันดำรถบริเวณที่มีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 สูง ในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 สูงในเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน ส่วนสำนักงานขนส่งจังหวัดร่วมกับสถานีตำรวจภูธรจังหวัด ตรวจวัดควันดำรถบนท้องถนนทั่วประเทศ 

เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม : โดยเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียน รถที่มีค่าควันดำ ซึ่งให้แจ้งเบาะแสมายังศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียนทาง Facebook “1584 ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะ” เพื่อให้กรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาดและจริงจัง

หนุนกลุ่มขนส่งหันมาใช้พลังงานทางเลือก

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากยานพาหนะอย่างยั่งยืน กรมการขนส่งทางบก ได้เร่งส่งเสริมการใช้รถพลังงานสะอาด หรือพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การนำรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิง มาใช้ในระบบขนส่งสาธารณะและขนส่งสินค้าทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรัฐได้พิจารณากำหนดมาตรการด้านภาษี กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก ผู้ประกอบการขนส่งฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำรถพลังงานสะอาดมาให้บริการ

ออกเกณฑ์ใหม่ เข้มงวดกว่าเดิม เริ่ม เม.ย. 65 นี้

ทั้งนี้ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศและจะบังคับใช้บทลงโทษสูงสุดกับรถควันดำ โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เป็นผู้กำหนดและปรับปรุงค่ามาตรฐานควันดำจากรถให้เข้มงวดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล โดยปรับค่าที่ตรวจจากระบบความทึบแสงให้ลดลงเหลือร้อยละ 30 และร้อยละ 40 เมื่อตรวจวัดด้วยระบบกระดาษกรองตรวจวัด ขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงเดือนเมษายน 2565 นี้เป็นต้นไป

ต้นตอ ปัญหา และสาเหตุ

จากข้อมูลของกรุงเทพมหานครที่ได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกทำการตรวจเช็ครถที่มีปริมาณเขม่าควันดำมาตลอดนั้น ส่วนใหญ่แล้วพบว่าสาเหตุที่ทำให้รถเครื่องยนต์สันดาปเกิดควันดำนั้น มีดังนี้

1.เครื่องยนต์สึกหรอมาก เช่น ลูกสูบและกระบอกสูบ แหวนลูกสูบชำรุด เป็นต้น

2.ปั๊มฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงชำรุดและทำงานไม่ถูกต้อง หรือฉีดน้ำมันในจังหวะที่ไม่ถูกต้อง

3.หัวฉีดน้ำมันแรงดันสูงที่จ่ายเข้าไปในห้องเผาไหม้ชำรุด

4.กรองอากาศอุดตัน

5.น้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งานมาก

6.เขม่าควันดำและฝุ่นละอองค้างอยู่ภายในท่อไอเสีย

แนวทางแก้ไข

1.ซ่อมแซมเครื่องยนต์ในส่วนที่สึกหรอ เช่น เปลี่ยนลูกสูบ แหวนลูกสูบ หรือ ทำการคว้านกระบอกสูบ แล้วเปลี่ยนลูกสูบให้ใหญ่ขึ้น

2.ทำการเชคปั๊ม โดยนำเข้าศูนย์บริการ ทำการปรับแต่งปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดสึกหรอ รวมทั้งปรับแต่งหัวฉีดน้ำมันและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งการปรับแต่งอัตราและจังหวะการฉีดน้ำมันให้ถูกต้องเป็นไปตามบริษัทผู้ผลิตกำหนด

3.เปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบรูณ์

4.เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด

5.ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ทำงานถูกต้องตามระยะเวลาที่เหมาะสม

6.ทำการล้างท่อไอเสียโดยใช้น้ำหรือลมฉีดชะล้างเขม่าและฝุ่นละอองภายในท่อไอเสีย

เรื่องที่น่าสนใจ 

โดย…น้าเช

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

Advertisement