เมื่อก้าวเข้าสู่กลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับความท้าทายบนท้องถนนหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องใช้รถทำมาหากินไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถขนส่งหรือพนักงานขับรถโดยสาร ที่ต้องใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยมากขึ้น เพราะตอนฝนตกทุกครั้งต้องเจอทั้งทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจน พื้นผิวถนนที่เปียกลื่น สิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น และน้ำท่วมขังพื้นถนน ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ แม้ปัจจุบันรถยนต์ที่มีความทันสมัยที่สุดก็ยังไม่สามารถรับรองความปลอดภัยในการขับขี่ได้ปกติในสภาพอากาศที่ย่ำแย่

ดังนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อขับขี่บนพื้นถนนที่เปียกลื่นได้ 

1.ตระหนักถึงความปลอดภัย ใส่ใจกฎจราจร

ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวัง งดเว้นกิจกรรมอื่นที่ทำให้เสียสมาธิ พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด เช่น ไม่ฝ่าไฟแดง ไม่แช่เลนขวา ไม่ขับเร็วเกินกำหนด ห้ามขับรถโดยประมาทหวาดเสียว หลีกเลี่ยงเปลี่ยนช่องทางเดินรถกะทันหันหรือตัดหน้ากระชั้นชิด ตลอดจนการจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทาง ในกรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้อง ให้เร่งดำเนินการซ่อมแซมเพื่อนำรถนั้นให้พ้นทางเดินรถโดยเร็วที่สุด โดยให้แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนในรถคันอื่นสังเกตเห็นได้จากระยะปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

2.เปิดไฟหน้า / ไม่เปิดไฟฉุกเฉิน

การไฟหน้าช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้ทั้งตัวคุณและผู้ขับขี่รถคันอื่น ได้มองเห็นในสภาพแสงน้อยและฝนตกหนัก ควรเปิดไฟหน้าในสภาวะที่ฝนตกหนัก และไม่ควรใช้ไฟฉุกเฉินยกเว้นเมื่อจอดรถและต้องการให้รถคันอื่นหลบเลี่ยง ถ้ารถของคุณมีไฟตัดหมอก ควรเปิดใช้งาน นอกจากนี้ควรตรวจสอบสภาพใบปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ใบปัดน้ำฝนที่ฉีกขาดหรือเสียหายจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดคราบน้ำบนกระจกหน้าซึ่งจะลดทัศนวิสัยในการขับขี่

3.เติมลมยางอย่างเหมาะสม

เพราะยางรถยนต์ที่มีแรงดันลมมากเกินไปจะทำให้ตัวรถ “ลอยตัว” เมื่อเคลื่อนที่ การสัมผัสระหว่างหน้ายางและพื้นถนนลดลงทำให้สูญเสียการยึดเกาะ สำหรับยางที่มีแรงดันลมน้อยเกินไปจะทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนมากเกินปกติ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมรถบนถนนที่มีน้ำขัง และผู้ขับขี่ควรตรวจสอบดอกยาง ยางที่ฉีกขาดหรือเสียหายจะไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลเสียต่อการยึดเกาะถนน

4.เพิ่มระยะห่างระหว่างรถเพื่อการเบรก

ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วลงเมื่อขับผ่านถนนที่เปียกลื่น และเพิ่มระยะห่างระหว่างรถคันหน้ามากขึ้นอีกเท่าตัว เมื่อเทียบกับการขับบนถนนที่แห้งเพื่อการเบรกอย่างปลอดภัย โดยการชะลอความเร็วยังลดโอกาสการสูญเสียการควบคุมรถบนถนนที่มีน้ำขัง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อดอกยางไม่สามารถรีดน้ำที่อยู่ระหว่างยางและพื้นถนนได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือยางเส้นใดเส้นหนึ่งหรือหลายเส้นเกิดอาการ

5.หากรถลื่นไถลให้ตั้งสติ

เมื่อลอยตัวบนผิวน้ำ อาจทำให้ตัวรถและยางลื่นไถล จนส่งผลให้รถสูญเสียการควบคุม ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่าพวงมาลัยมีน้ำหนักเบาอย่างกะทันหัน และรถไม่ตอบสนองต่อการควบคุมของพวงมาลัย หรือผู้ขับขี่อาจสังเกตว่ารอบเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็วโดยที่ความเร็วไม่เพิ่มขึ้น โดยอาการนี้จะมาพร้อมกับการ กระตุก (เนื่องจากยางสูญเสียการยึดเกาะชั่วขณะ) ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายางรถของคุณเริ่มสูญเสียการควบคุมบนถนนที่มีน้ำขัง

ดังนั้น เมื่อตัวรถเกิดการสูญเสียการควบคุมบนถนนที่มีน้ำขัง ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วลงด้วยการผ่อนคันเร่งโดยไม่ต้องเหยียบเบรก รอให้ความเร็วลดลงและให้ยางยึดเกาะถนนอีกครั้ง ถ้าหากรถเริ่มลื่นไถล ผู้ขับขี่ต้องมีสติและควรควบคุมพวงมาลัยไปในทิศทางที่ต้องการให้รถมุ่งไปจนกว่ารถจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ และควรเหยียบคันเร่งด้วยน้ำหนักที่คงที่สม่ำเสมอ ซึ่งการควบคุมรถด้วยความนุ่มนวลนับเป็นปัจจัยสำคัญ

6.หากขับต่อไม่ไหวให้หาที่จอดเพื่อความปลอดภัย

ในกรณีที่ฝนตกหนักมาก จนไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ชัดเจน ผู้ขับขี่ไม่ควรฝืนขับรถต่อไป เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งทางออกที่ดีให้หาที่จอดรถที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือจุดพักรถทางหลวง เป็นต้น จากนั้นรอจนฝนเบาลงแล้วค่อยเดินทางต่อ แล้วถ้าจำเป็นต้องจอดในทางเดินรถ ควรจอดในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจร หรือจอดรถให้ชิดไหล่ทางมากที่สุด แล้วเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นมองเห็นได้ชัดเจนและป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

7.ขับรถผ่านน้ำท่วมขังต้องระวังเพิ่มขึ้น

ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนที่ไม่สามารถมองเห็นหรือเดินผ่านได้ หรือถนนที่มีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อรถ และควรตรวจสอบว่ารถของคุณสามารถขับขี่ผ่านระดับน้ำได้สูงเท่าใด อีกทั้งน้ำท่วมขังจะบังสิ่งกีดขวางที่อยู่บนถนนซึ่งผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็น ดังนั้นถ้าคุณต้องขับขี่ผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังขอให้แน่ใจว่าคุณขับอยู่บนถนนและถนนไม่มีความเสียหายใด ๆ ขณะเดียวกันควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคยเนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ ผู้ขับขี่สามารถจอดรถและสังเกตรถคันอื่นว่าสามารถขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

ทั้งนี้ หากเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้กับกึ่งกลางของถนน เนื่องจากระดับน้ำจะต่ำที่สุด ใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้เกียร์หนึ่งหรือเกียร์ “L” ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ควรรักษาความเร็วให้คงที่ ไม่ควรถอนคันเร่งเนื่องจากเครื่องยนต์ที่ลดความเร็วจะทำให้น้ำไหลเข้าสู่ท่อไอเสียและสร้างความเสียหายต่อแคตทาไลติก คอนเวอร์เตอร์ นอกจากนี้ควรขับรถด้วยความเร็วต่ำมาก เพื่อไม่ให้ที่กรองอากาศด้านหน้ารถดูดน้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ ถ้าน้ำไหลเข้าสู่ท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์จะส่งผลเสียรุนแรงและมีค่าซ่อมแซมสูง

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ขณะฝนตก  และหมั่นตรวจสอบความพร้อมของรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะที่ปัดน้ำฝน สภาพยางปัดน้ำฝน ต้องมีประสิทธิภาพสามารถปัดน้ำฝนได้ดี เพื่อให้มีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ชัดเนในขณะขับรถที่มีฝนตกหนัก และหมั่นตรวจสอบสภาพของล้อยาง ซึ่งจะต้องไม่มีรอยฉีกขาด บวม ดอกยางต้องไม่สึกหรอ มีความลึกพอสามารถยึดเกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ในขณะขับขี่ที่มีสภาพฝนตกและถนนเปียกลื่น และไม่ว่าจะขับขี่ภายใต้สภาพอากาศแบบใดก็ตาม ผู้ขับขี่ควรมองถนนตลอดเวลา และระมัดระวังในการขับขี่ให้ดี เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนสำหรับตัวคุณเองและคนรอบข้างด้วย

เรื่องอื่นที่คุณอาจสนใจ

สนับสนุนโดย : นำสินประกันภัย บริษัทประกันที่คนใช้รถใหญ่ให้ความเชื่อมั่น

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

Advertisement