จากเทรนด์ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ที่ทำให้ดีมานด์ของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นตามมา ดังนั้น หลายธุรกิจจึงต่างมองหาโวโลชั่นมาเพื่อให้สอดรับกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์และการขนส่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และลดการผลิดพลาดจากการทำงานของ ตลอดจนเรื่องการทำงานได้โดยไม่ต้องมีวันหยุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ได้กระตุ้นพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป อย่างเห็นได้ชัดและ ได้ส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) เติบโตขึ้นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ จึงมีการประเมินว่าอีคอมเมิร์ซจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในปี 2565 และคาดว่ายอดขายอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งสอดรับกับเทรนด์การพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์เพื่อมาช่วยงานด้านโลจิสติกส์ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

หุ่นยนต์ขนถ่ายสินค้า ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2562 ก่อนที่จะมีสถานการณ์โควิด-19 ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดไปทั่วโลก อันเป็นผลมาจากการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนมากขึ้นในการรองรับการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกระแสเงินทุนและข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก และเพื่อตอบโจทย์การขยายตัวที่เกิดขึ้นนี้ บริษัทและองค์กรทั้งหลายจึงต้องมองหาหนทางรับมือกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์และการขนส่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่ง Pain Point เหล่านี้ถือเป็นแรงผลักดันให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

โดยโตชิบาได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในคลังสินค้า เช่น การขนถ่ายสินค้า การยกของ และการโหลดสินค้า ด้วยการใช้ประโยชน์จากระบบเซนเซอร์ขั้นสูงสำหรับการรับรู้ภาพ (Image Recognition) แบบจำลองเสมือนจริงสำหรับจำลองสภาวการณ์ที่มีเงื่อนไขซับซ้อน และฟังก์ชันหุ่นยนต์เคลื่อนย้ายของอัตโนมัติ เครือข่ายการบริการของโตชิบาจึงนับว่าเป็นโซลูชันที่ช่วยลดขั้นตอนที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก และส่งผลให้การทำงานของระบบโลจิสติกส์รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่โตชิบาพัฒนาขึ้นก็คือ De-Palletizer Robot หรือ หุ่นยนต์ขนถ่ายสินค้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยจัดการคลังสินค้าตามไซต์งานโลจิสติกส์ ด้วยเทคโนโลยี Image recognition และหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ไม่ต้องป้อนคำสั่งล่วงหน้า

ด้วยความที่ไซต์งานโลจิสติกส์ส่วนใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นมักตั้งอยู่ใกล้กับทางแยกต่างระดับเพื่อความสะดวกในการขนส่งสินค้า ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ไม่ค่อยมีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงจึงทำให้เกิดปัญหาด้านกำลังคน ประกอบกับตัวงานเองก็เป็นงานที่ใช้แรงงานหนัก เนื่องจากสินค้าที่เดินทางมาถึงไซต์งานจากบรรดาโรงงานและคลังสินค้ามักจะมีน้ำหนักมาก การคัดแยกสินค้าและจัดเรียงตามจุดหมายปลายทางจึงเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานมาก จากความท้าทายทั้งหมดนี้ โตชิบาจึงได้ริเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยขนถ่ายสินค้าตั้งแต่เมื่อปี 2559 เป็นต้นมา

สำหรับหุ่นยนต์ขนถ่ายสินค้าของโตชิบาสามารถจัดการสินค้าน้ำหนักสูงสุดถึง 30 กิโลกรัมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวหุ่นยนต์มีขนาดเล็กกะทัดรัด กว้าง 2.2 เมตร ยาว 3.4 เมตร และสูงเพียง 2.7 เมตร จึงสามารถนำไปติดตั้งกับอุปกรณ์อื่นได้อย่างง่ายดาย และหนึ่งในคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดที่สุดของหุ่นยนต์ตัวนี้คือ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงสามารถจัดการพัสดุหลากหลายขนาดได้อย่างง่ายดาย เพราะมันสามารถคำวนวนสภาพกล่องสินค้าและตัดสินใจดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ ทั้งยัง สามารถขนถ่ายสินค้าได้มากกว่า 8 กล่องต่อนาที ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถทำงานต่อเนื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หุ่นยนต์ส่งของช่วยคนทำงาน สู่สังคมที่ดีขึ้นในอนาคต

แม้ว่ายุคที่หุ่นยนต์สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์แทนมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบจะยังมาไม่ถึง แต่นวัตกรรมที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ล้วนชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ซึ่งการเพิ่มมูลค่าอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทำได้ คือการสร้างเครือข่ายขนส่งแบบชุมชน เพื่อมอบงานและรายได้แก่ชุมชนผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ

ซึ่งในระยะเริ่มต้นนี้ หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้เพื่อการส่งของในระดับชุมชน โดยจัดเก็บในฐานหรือฮับที่มีกลุ่มผู้ค้า เช่นภายในห้างสรรพสินค้า หรือตามย่านช้อปปิ้งต่างๆ เพื่อให้เหล่าผู้ค้าสามารถนำสินค้าที่คนในชุมชนสั่งซื้อมาส่งที่ฮับ เพื่อให้ชุมชนนำสินเค้าเหล่านี้ไปส่งลูกค้า ซึ่งบริการหุ่นยนต์รองรับการใช้งานจากหลากหลายรูปแบบบริษัท และการใช้งานอย่างหลากหลายรูปแบบนี้เองที่ช่วยผลักดันการพัฒนาด้านตัวเลือก และความง่ายในการใช้งานของหุ่นยนต์ ซึ่งคาดว่าโซลูชั่นนี้จะสามารถตอบสองและสอดคล้องกับการแก้ปัญหาสังคมสูงอายุในประเทศญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

แก้ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างของหุ่นยนต์ คือ สามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในกรณีนี้ เราสามารถนำหุ่นยนต์มาทำงานที่ซ้ำซ้อนและมีมูลค่าการผลิตน้อย เพื่อให้พนักงานสามารถเปลี่ยนมาจัดการงานที่ต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากกว่าได้

ซึ่งในตอนนี้งานเกี่ยวกับหุ่นยนต์กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ การจัดการ และการควบคุมหุ่นยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และเพิ่มอัตราความพึงพอใจในงานที่ทำด้วย ทำให้ได้รับประโยชน์ตามมาคือ สามารถปรับใช้งานทรัพยากรได้เหมาะสมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาคุณภาพการบริการ และประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าของลูกค้า ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนี้

เรื่องที่น่าสนใจ

โดย…น้าเช

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

Advertisement