เทคนิคขับรถขนส่งในช่วงน้ำขังหรือน้ำท่วม

ฝนตกหนักเมื่อไหร่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมทุกทีเพราะน้ำระบายออกจากท้องถนนไม่ทัน แน่นอนว่าคุณจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำท่วมแบบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ รถขนส่ง 6 ล้อขึ้นไป หรือรถขนส่งที่ยกสูงอาจจะพอขับผ่านไปได้ แต่ในกรณีที่เป็นรถขนส่ง 4 ล้อ รถกระบะอาจจะค่อนข้างยากหากผู้ขับขี่ไม่มีความชำนาญเส้นทาง เพราะฉะนั้นผู้ขับขี่ควรขับรถอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับเครื่องยนต์ที่จะดับระหว่างทาง ซึ่งอาจส่งผลให้ส่งสินค้าไปยังปลายทางไม่ทันและส่งผลกระทบไปยังธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรารู้วิธีรับมือกับปัญหาอย่างทันท่วงที ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

น้ำท่วมและน้ำขัง

การปิดแอร์รถ

หากน้ำท่วมในระดับสูงเนื่องจากพัดลมแอร์สามารถพัดน้ำเข้าไปในเครื่องทำให้มีโอกาสที่เครื่องจะพังหรือเครื่องยนต์ดับได้การปิดแอร์รถจึงสามารถช่วยได้ถึง 50% เพราะการปิดแอร์รถจะช่วยลดระดับน้ำที่กระจายเข้าห้องเครื่อง แต่สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษนั่นก็คือขยะที่ลอยมากับน้ำที่อาจจะเข้าไปติดมอเตอร์พัดลม ซึ่งอาจทำให้ระบบระบายความร้อนในเครื่องยนต์เกิดความเสียหายได้

หลีกเลี่ยงเลนที่มีน้ำท่วมสูง

หากไม่สามารถไปเส้นทางอื่นได้แล้วต้องวิ่งไปยังเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังจริง ๆ ควรเลือกเบี่ยงรถเข้าหาเลนที่มีน้ำท่วมในระดับต่ำเพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าเครื่องยนต์มากกว่าการลุยน้ำที่อยู่ในระดับสูง และควรชะลอความเร็วก่อนถึงจุดน้ำท่วม และควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตลอดการขับขี่ หากเมื่อต้องขับรถสวนทางกันควรขับให้ช้าลง เนื่องจากแรงปะทะจากรถที่สวนมาจะทำให้เกิดคลื่นชนกัน น้ำจะสูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้น้ำอาจกระเด็นเข้ามาในเครื่องยนต์ได้

ตู้คอนเทนเนอร์ควรปิดให้สนิท

เพราะตู้คอนเทนเนอร์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการขนส่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันให้กับสินค้าไม่ให้เกิดความเสียหาย ควรตรวจสอบว่าตู้คอนเทนเนอร์ล็อกดีแล้ว แข็งแรง ทนทาน ในกรณีที่ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ควรมีผ้าใบเชือกรัดที่จะมัดสินค้าอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้สินค้าตกหล่นระหว่างทางที่น้ำท่วม เพราะจะทำให้สินค้าเกิดความเสียหายและสร้างความไม่พึงพอใจให้ลูกค้าได้

ระยะเบรกที่ปลอดภัย

เมื่อหลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำไม่ได้ก็ต้องยอมรับเลยว่าการขับรถลุยน้ำนั้นจะส่งผลต่อผ้าเบรกชิ้นส่วนสำคัญสำหรับเบรกหรือหยุดความเร็วของรถนั้นทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ เกิดอาการเบรกไม่ค่อยอยู่ อาจทำให้ขับชนรถคันข้างหน้าได้ เพื่อความปลอดภัยต่อรถและคนขับควรรักษาระยะห่างระหว่างรถให้มากกว่าเดิม อย่างน้อย 2 – 3 เท่า ถือเป็นระยะปลอดภัยที่สุดในการเดินทางในวิกฤตน้ำท่วมขัง อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือการดับเครื่องยนต์เมื่อถึงจุดหมาย ไม่ควรดับทันทีควรจอดรถทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้น้ำที่อาจตกค้างอยู่ในหม้อพักท่อไอเสียระเหยออกมาให้หมดเสียก่อน

มีสติเมื่อรถดับ

โชคไม่เข้าใครออกใคร เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าเลยว่ารถจะสามารถวิ่งไปอย่างราบรื่นหรือเกิดดับกลางทาง หากเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงขึ้นสิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติ หลายคนจะพยายามสตาร์ทรถใหม่ แต่ในกรณีที่รถดับในช่วงน้ำท่วมขัง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด เพราะถ้าหากสตาร์ทรถใหม่ตรงบริเวณน้ำท่วมสูง จะยิ่งทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้าช็อต ทำให้เกิดความเสียหายกับรถมากกว่าเดิมสิ่งที่ควรทำคือการหารถลาก หากไม่มีจริง ๆ ควรพยายามเข็นรถให้พ้นจากระดับน้ำที่สูงก่อน โดยระดับน้ำควรสูงไม่เกินครึ่งล้อรถยนต์จึงจะปลอดภัย

 

น้ำท่วมและน้ำขัง

อย่างไรก็ตามก่อนเดินทางควรตรวจสอบสภาพอากาศและตรวจเช็กเส้นทางให้รอบคอบเสียก่อนว่าเส้นทางที่จะวิ่งมีน้ำท่วมขังหรือไม่ ถ้ามีควรหลีกเลี่ยงไปเส้นทางอื่นแต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องไปเส้นทางที่น้ำท่วม หรือขับไปแล้วเจอฝนตกหนัก ถนนหนทางเริ่มมีน้ำท่วมขัง ก่อนจะขับรถลุยต่อไปควรประเมินความลึกของระดับน้ำที่ท่วมก่อนว่าสามารถไปได้หรือไม่

 

ถ้าหากท่วมประมาณครึ่งล้อยังพอลุยต่อได้ แต่ถ้าท่วมถึงระดับขอบประตู ห้ามลุยต่อเด็ดขาดเพราะน้ำอาจเข้าห้องโดยสารทำให้เกิดความเสียหายกับระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์ดับ และปฏิบัติตามเทคนิคขับรถขนส่งในช่วงน้ำขังหรือน้ำท่วมอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อรถ คน และสินค้าได้

 

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

 

โดย…เวโย

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

 

 

Advertisement