มาตรฐานยูโรคืออะไร

รู้หรือไม่? ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษเคยระบุว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 (ใน กทม.) เกิดจากยานพาหนะถึงร้อยละ 72.5 สอดคล้องกับหลายฝ่ายที่ได้ยืนยันตรงกันว่าต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของปัญหานี้ก็คือ “ไอเสีย” จากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล ที่ปัจจุบันรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยยังคงใช้น้ำมันมาตรฐานไอเสียรถยนต์ต่ำกว่ามาตรฐานยูโร 5 ทั้งยังมีรถดีเซลเก่าๆ ที่ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ไม่ดี และมีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์อีกด้วย

มาตรฐานยูโร คืออะไร?

สำหรับมาตรฐานยูโร (Euro) คือ คำว่า Euro นั้นมีคำย่อมาจาก (EUROPEAN EMISSION STANDARDS) เป็นมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษไอเสียรถยนต์ของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป ที่ได้มีการวางมาตรการในการควบคุมมลพิษตั้งแต่ปี 1992 โดยได้มีการกำหนดมาตรฐาน Euro1 เป็นต้นมา ซึ่งได้มีการควบคุมยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้มีการเผาไหม้ไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ปล่อยมลพิษออกมาน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันในประเทศที่เจริญแล้วได้ประกาศบังคับใช้มาตรฐานขั้นสูงสุด คือ “มาตรฐานยูโร 6”

ส่วนประเทศไทยพบว่าปัจจุบันมาตรฐานเสียรถยนต์ยังเป็นเพียงแค่มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งนับว่ายังตามหลังหลายประเทศอยู่พอสมควร และที่สำคัญยังล่าช้ากว่าแผนการบังคับใช้มาตรฐานที่รัฐบาลไทยเคยกำหนดไว้อีกด้วย ซึ่งแม้ก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการบังคับใช้มาตรฐานมลพิษไอเสียรถยนต์ของไทย ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคันต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564 และมาตรฐานยูโร 6 ภายในปี 2565 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและค่ายรถยนต์ชั้นนำ ได้พร้อมใจกันรวมแสดงเจตจำนงในการยกระดับมาตรฐานไอเสียรถยนต์ตามแผนการบังคับใช้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)กำหนด ไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้จากการผลิตรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ในรถใหม่ทุกรุ่นทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทย คือ ช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ ได้รับทราบว่าการยกระดับมาตรฐานรถยนต์จากมาตรฐานยูโร 4 ไปเป็นมาตรฐานยูโร 5 หรือมาตรฐานยูโร 6 ตามนโยบายภาครัฐ จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เชื่อว่าจะเกิดความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนจากปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองของประชาชน ทั้งนี้ รถยนต์มาตรฐานยูโร 4 ยังมีการปล่อยฝุ่น PM จากไอเสียเครื่องยนต์ที่มีความเข้มข้นกว่ารถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ถึง 5 เท่า อีกด้วย

 

ไทยยังไม่พร้อมขอเลื่อนการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5

แต่เมื่อกลางปี 2563 กรมธุรกิจพลังงานระบุว่าโรงกลั่นน้ำมันบางรายยังไม่พร้อม จึงเสนอเลื่อนการบังคับใช้น้ำมันยูโร 5 จาก วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็น 1 มกราคม 2568 ซึ่งแปลว่าหากโรงกลั่นน้ำมันยังไม่พร้อม การผลิตรถยนต์ในประเทศก็ต้องได้มาตรฐานยูโร 5 ในปี 2568 เช่นกัน เพราะหากผลิตออกมาก่อน แต่ไม่มีน้ำมันเติมก็ไม่มีประโยชน์

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ได้จัดทำข้อเสนอผ่านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเสนอรัฐบาลให้พิจารณาเลื่อนการบังคับใช้จากเดิมที่มาตรฐานยูโร 5 ในการผลิตรถยนต์จะเริ่มใช้ในปี 2564 และมาตรฐานยูโร 6 จะใช้ในปี 2565 ออกไป เป็นการเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 พร้อมกับการบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 5 เพราะการพัฒนาและปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการลงทุนอีกมหาศาล ที่สำคัญการพัฒนามาตรฐานรถยนต์และมาตรฐานนํ้ามันควรจะควบคู่ไปด้วยกัน

รถเพื่อการพาณิชย์ของไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับไหน ?

จากการที่ประเทศไทยมีการกำหนดมาตรฐานไอเสียตามสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2541 โดยกรมควบคุมมลพิษ อันเป็นหนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งในปี 2542 ไทยได้ประกาศให้รถยนต์ขนาดเล็ก ทุกคันต้องผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 2 หลังจากนั้นในปี 2548 ก็ได้ปรับขึ้นมาเป็นยูโร 3 และล่าสุดในปี 2555 ก็ได้ปรับมาตรฐานไอเสียใหม่เป็นยูโร 4 จวบจนถึงปัจจุบัน

แต่สำหรับกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ที่ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งมีจำนวนรถที่ใช้วิ่งงานทั้งด้านการขนส่งสินค้า ขนส่งสาธารณะ และรวมถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตรในปริมาณมากไม่แพ้รถยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งแน่นอนว่ารถเหล่านี้ถูกกำหนดมาตรฐานไอเสียไว้เพียงระดับยูโร 3 เท่านั้น นอกจากนี้มาตรฐานไอเสียสำหรับกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงมานานถึง 15 ปี อีกด้วย (บังคับใช้ปี 2550)

บรรเทาอย่างไร ในเมื่อยังไม่พร้อมเปลี่ยน

เรื่องนี้ทางกรมการขนส่งทางบกเคยชี้แจงว่า จากกรณีที่มีผู้กังวลต่อคุณภาพอากาศของประเทศไทยว่า มีสารก่อมะเร็งเข้าขั้นวิกฤตหนัก ในอากาศบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเกิดจากการสันดาปเครื่องยนต์ดีเซล โดยสาเหตุสำคัญมาจากการใช้น้ำมันยูโร 1-3 ที่ทั่วโลกห้ามใช้แต่กลับมีการใช้ในประเทศไทย รวมถึงการไม่เข้มงวดกับการปล่อยควันดำรถและโรงงานอุตสาหกรรมนั้น กรมการขนส่งทางบกขอเรียนว่า รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในถังเครื่องยนต์ อาทิ แก๊สโซลีน ก๊าซธรรมชาติอัด และเครื่องยนต์ดีเซล จะมีการปล่อยมลพิษหลังจากที่เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งประกอบด้วยก๊าซและฝุ่นละอองชนิดต่างๆ เช่น CO2, CO, HC, SOx, NOx และ PM เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีปริมาณไม่เกินตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

ปัจจุบันรถยนต์ดีเซลใหม่ที่จะนำมาจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกทุกคัน จะต้องมีค่ามลพิษเป็นไปตามมาตรฐานบังคับของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยรถยนต์ดีเซลขนาดเล็กเป็นไปตามมาตรฐานยูโร 4 ขึ้นไป และดีเซลขนาดใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 3 ขึ้นไป

ส่วนรถที่อยู่ระหว่างการใช้งาน จะต้องมีค่าความทึบแสงไม่เกิน 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรถที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์จะไม่ผ่านการตรวจสภาพรถ และจะต้องดำเนินการแก้ไขทันที อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหามลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีมติให้บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่ยูโร 5 ภายในปี 2567

ทั้งนี้ เครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 5 ต้องใช้น้ำมันที่มีระดับ Sulphur หรือกำมะถันต่ำ เพื่อป้องกันปัญหาอุปกรณ์ดักจับมลพิษอุดตัน จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงเทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 ด้วย ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีมติบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันเทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

“แล้วอีก 2 ปีข้างหน้า เราต้องดูกันว่ามาตรฐานยูโร 5 ประเทศไทยจะมีเลื่อนการบังคับใช้อีกหรือไม่”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนโดย : นำสินประกันภัย บริษัทประกันที่คนใช้รถใหญ่ให้ความเชื่อมั่น

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

Advertisement