เมื่อพูดถึงรถที่ใช้ในการทำมาหากินแล้ว “รถบรรทุก” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่หลายคนนึกถึง เพราะด้วยความถึกและบึกบึนของรถประเภทนี้ ทำให้มีผู้ประกอบการและคนในวงการขนส่งของประเทศไทยยังคงยกให้เป็นเพื่อนแท้เคียงบ่าเคียงไหล่ในการสร้างฐานะมาอย่างยาวนาน แม้ในยามที่สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างช่วงโควิด-19 แต่จะเห็นได้ว่ายังคงมีการใช้งานรถบรรทุกในการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

แต่การตัดสินใจซื้อรถบรรทุกคันใหม่ สำหรับใครหลายคนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรถบรรทุกเป็นสิ่งที่มาพร้อมต้นทุนค่าใช้จ่ายอีกมากมายทั้งค่างวด ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าอุปกรณ์อะไหล่ ค่าประกันรถ และอื่นๆ ดังนั้น รถบรรทุกมือสองจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ใครหลายคนนำไปใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ แต่การเลือกซื้อรถบรรทุกมือสองนั้นต้องดูปัจจัยหลายอย่างประกอบกันไปด้วย ซึ่งวันนี้ BUS & TRUCK มีข้อแนะนำที่อยากส่งต่อให้คุณได้พิจารณาในการเลือกซื้อรถบรรทุกมือสอง ดังนี้

1.ตรวจเช็คโครงสร้างแชสซีและตัวถัง

แชสซี (Chassis) หรือที่ในบ้านเราบางคนเรียกกันว่า ‘คัทซี’ คือส่วนที่เป็นโครงสร้างสำคัญที่สุดของตัวรถ และเปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของรถ มีลักษณะเป็นโครงเหล็ก โดยจะเชื่อมต่อกับทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง เพลาขับ รวมถึงช่วงล่างเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งในการเลือกซื้อรถบรรทุกมือสองต้องตรวจดูสภาพของแชสซีว่ามีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง มีการซ่อมแซมมาหรือไม่ และต้องดูให้ดีด้วยว่ามีตรงไหนที่ผุกร่อนหรือเปล่า

 นอกจากนี้ ยังต้องตรวจเช็คสภาพตัวถังภายนอก อาทิ สีของตัวรถ ซึ่งผู้ซื้อต้องให้ดูรอบๆ ว่ามีสีที่บวมพองหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมากูรูหรือผู้เชี่ยวชาญตามเต้นท์รถมักจะใช้วิธีเอามือเคาะรอบตัวรถเพื่อฟังเสียงว่าเป็นรถที่ผ่านการทำสีมาหรือไม่ หรือตรวจสอบร่องรอยการปะผุและสนิมว่ามีการเกิดสนิมที่ตรงไหนหรือไม่ ปัจจัยเหล่านี้ต้องดูให้ดีเพราะถ้านำรถไปรถบรรทุกหนักอาจมีความเสียหายหลายอย่างตามมา จึงควรเลี่ยงการซื้อรถบรรทุกคันดังกล่าวไปก่อน

2.ตรวจเช็คเครื่องยนต์

สำหรับเรื่องนี้ให้เริ่มจากการตรวจสอบเลขเครื่องว่า ตรงกับในเล่มทะเบียนรถหรือไม่ เพื่อป้องกันความปัญหาและความเสี่ยงจากการโดนสวมทะเบียน จากนั้นให้ตรวจเช็คว่าเป็นเครื่องที่หลวมหรือแน่น โดยให้เริ่มต้นจากการสตาร์ทและดูรอบเดินของเครื่อง และสังเกตุฟังว่ามีเสียงอะไรที่มีความผิดปกติหรือไม่ จากนั้นให้สังเกตุที่ว่ามีการปล่อยควันขาวออกมามากหรือ ไม่ถ้ามีแสดงว่าเครื่องหลวม แต่ขณะเดียวกันถ้าหากมีควันดำนั่นก็หมายความว่าเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์

3.ตรวจเช็กการทำงานของเกียร์

“เกียร์” สิ่งสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งกำลังในการขับเคลื่อนให้รถไปข้างหน้า ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมา ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ หรือค่ายกเกียร์ตัวใหม่ อาจทำให้เจ้าของรถที่ซื้อไปต้องทุกข์ใจเข้าไปอีก ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อควรตรวจเช็กด้วยว่า เข้าเกียร์ยาก เกียร์เข้าไม่ตรงตำแหน่งหรือไม่ หากมีอาการเข้าเกียร์ไม่ได้ เข้าเกียร์ยาก หรือเข้าเกียร์แล้วไม่ตรงตามตำแหน่งที่ต้องการ นั่นอาจแค่มาจากการใช้น้ำมันเกียร์ไม่ตรงตามค่ากำหนด แต่ถ้าเข้าเกียร์ยากแล้วยังมีเสียงผิดปกติ ตรงนี้อาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งลูกปืนเสียและเฟืองเกียร์ชำรุด ให้ชะลอการตัดสินใจซื้อรถก่อน

  1. ตรวจเช็กในห้องโดยสาร

การตรวจสอบความเรียบร้อยของภายในห้องโดยสาร อาจเริ่มต้นไล่เช็กดูที่ระบบไฟฟ้า ระบบสัญญาณต่างๆ ว่ายังคงใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ สิ่งอำนวยความสะดวกยังสามารถใช้งานได้ปกติดีหรือไม่ เช่น ระบบแอร์ถ้าเปิดมาแล้วไม่เย็นก็อาจแปลว่าคอมแอร์มีปัญหา หรือระบบสวิตช์ต่างๆ สามารถใช้งานได้หรือไม่ เป็นต้น หากยังพอแก้ไขได้แบบไม่น่าเกลียดก็อาจแจ้งให้คนขายแก้ไขให้ค่อยตัดสินใจซื้อ

5.ดูความน่าเชื่อถือของคนขาย

เรื่องนี้สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะในทุกวงการย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดี ผู้ซื้อควรตรวจเช็คประวัติและข้อมูลของคนขาย นายหน้า หรือเต้นท์รถที่เอารถมาขาย ว่าน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน เคยมีใครได้รับความเสียหายหลังจากซื้อรถจากเขามาหรือเปล่า รถคันดังกล่าวที่นำมาขายโดนจับย้อมแมวหรือขายรถตามสภาพ และถ้าเขาเคยมีประวัติ หลอกลวงลูกค้า ไม่รับผิดชอบ หรือแสดงท่าทีว่าไม่มีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ ก็ควรพิจารณาให้ดีว่าน่าซื้อหรือไม่

6.ตรวจเช็กประวัติรถ

แน่นอนว่าการจะตัดสินใจซื้อรถมือสอง สัญชาตญาณของผู้ซื้อต้องมีการสอบถามถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้น ถ้าเคยมีอุบัติเหตุ ต้องระบุว่ารุนแรงขนาดไหน ชิ้นส่วนไหนที่ถูกเปลี่ยนหรือซ่อมแซมไว้อย่างไร ถ้ามีปัญหาในเวลาต่อมาหลังซื้อไปใช้งานจะได้เตรียมรับมือได้ถูกต้อง หรือช่วยประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะซื้อดีหรือไม่

7.ไม่ควรซื้อขายด้วยวิธีการโอนลอย

ข้อนี้อาจมีหลายคนเคยมองข้าม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การซื้อ-ขาย รถมือสองทุกครั้ง ผู้ซื้อต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของรถ ตรวจสอบหลักฐานทะเบียนรถให้ครบถ้วนเพื่อการซื้อขายที่ถูกต้อง โดยเฉพาะสมุดคู่มือรถฉบับจริงที่มีชื่อเจ้าของรถ เลขตัวถัง เลขเครื่องยนต์ สีรถ ต้องถูกต้องตรงกับรถคันที่จะซื้อขายทุกรายการ ตรวจสอบว่ามีการชำระภาษีรถประจำปีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และดำเนินการตามขั้นตอนโอนทางทะเบียนรถ ณ สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนด้วยตนเองในทันที

ไม่ควรซื้อขายด้วยวิธีการโอนลอย หรือการมอบอำนาจให้ผู้ขายดำเนินการแทน เนื่องจากการซื้อ – ขาย รถด้วยวิธีการโอนลอยโดยไม่ดำเนินการโอนทางทะเบียนให้ถูกต้องในทันที อาจก่อปัญหา เช่น เอกสารหลักฐานประกอบการดำเนินการหมดอายุ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนได้ เป็นต้น ดังนั้น การซื้อ-ขาย รถมือสองทุกครั้งควรดำเนินการทางทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกให้ถูกต้องด้วยตนเองในทันที เพื่อความปลอดภัย สบายใจ และมั่นใจได้ว่ารถที่ซื้อนั้นเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ BUS & TRUCK ยกตัวอย่างมาให้เห็นเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คุณควรพึงระวังไว้ว่าการการครอบครองหรือเป็นเจ้าของรถบรรทุกคันหนึ่งนั้น ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป เพราะส่วนใหญ่แล้วรถบรรทุกที่ถูกใช้งานหนักนั้นเจ้าของรถต้องมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษารถด้วย ที่สำคัญถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จโดยใช้รถบรรทุกเป็นตัวขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็แล้วแต่ คุณต้องศึกษาหาความรู้อย่างรอบด้านเพื่อรู้จักวิธีป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน และต้องมีแผนการดำเนินธุรกิจในการลงทุนนั้นด้วย

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

สนับสนุนโดย : นำสินประกันภัย บริษัทประกันที่คนใช้รถใหญ่ให้ความเชื่อมั่น

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

Advertisement