คุณชุมพล สายเชื้อ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ทางสหพันธ์ฯ ได้ทำการประชุมกับผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขนส่งที่ใช้ GPS เพื่อดูแลความปลอดภัยที่จะไม่ให้กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับความเดือดร้อน

ประการแรก ก็คือ การที่ผู้ประกอบการขนส่งหรือผู้ขับขี่ได้รับใบสั่งปรับจากเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่ง เพราะทำผิดกฎจราจรก่อนหน้าวันที่ 31 มิถุนายน 2560 จะไม่ต้องเสียค่าปรับแต่อย่างใด แต่ต้องมีการอบรมถึงมารยาทการขับขี่ประมาณ 2 ชั่วโมงแทน ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้รถใหญ่ที่ต้องติด GPS กับรถใหญ่ที่ยังไม่ต้องติด GPS ได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกัน

ซึ่งในข้อนี้ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งฯ ได้เห็นถึงความจริงในเรื่องที่ผู้ขับขี่รถใหญ่ต้องจอดพักครึ่งชั่วโมงเมื่อขับไปได้ 4 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งตามความเป็นจริงนั้นเป็นไปแทบไม่ได้ อย่างการขนสินค้าข้ามแดนต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านไปส่งสินค้าได้ หากทำตามกฎ 4 ชั่วโมงต้องจอดพัก คือจะทำให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก เพราะเรียงแถวกันอยู่ต้องดับเครื่องไปไหนไม่ได้เลย

รวมถึงตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีจุดจอดรถให้พักผ่อนเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะต้องจอดรถริมถนนที่การจราจรพลุกพล่านยิ่งจะทำให้การจราจรติดขัดเพิ่มมากขึ้น

ประการที่สอง ด้วยระบบ GPS ที่ทางกรมการขนส่งฯ อนุมัติให้รถใหญ่สามารถติดตั้งได้พร้อมทั้งสามารถจดทะเบียนต่ออายุได้อีกด้วย มีข้อผิดพลาดหลายอย่างไม่มีความเสถียรระหว่างการใช้งานเลย อย่างมีรายงานออกมาว่า GPS ตรวจจับรถบรรทุกคันหนึ่งใช้ความเร็วมากถึง 173 กม./ชม. ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย ทางกรมการขนส่งฯ จึงต้องใช้เวลาเร่งด่วนเพื่อทำให้ GPS ของทุกค่ายมีความเสถียรทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และให้ข้อมูลตามความเป็นจริง

สำหรับรถใหญ่คันใหม่และรถโดยสารไม่ประจำทางต้องติด GPS เพื่อต่ออายุการใช้งานแล้ว แต่สำหรับรถขนส่งป้ายเหลืองที่วิ่งประจำทางจะต้องติด GPS เพื่อต่อทะเบียนในปี 2561 และรถขนส่งไม่ประจำทางป้ายขาวดำ จะต้องติด GPS เพื่อต่อทะเบียนในปี 2562

ดังนั้นรถโดยสารทุกประเภทและรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป จะติด GPS ทั้งหมดในปี 2563 เป็นต้นไป ยกเว้นแต่เพียงรถบรรทุก ล้อ ที่ไม่ต้องติด GPS เท่านั้น

นอกจากนี้ ทางกรมการขนส่งฯ ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการทำงานร่วมกับอนุกรรมการที่สหพันธ์ฯ ส่งไปทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะให้การทำงานดูแลการขนส่งทางบกเป็นไปอย่างยุติธรรมที่สุด เพื่อให้กลุ่มขนส่งทางบกได้รับประโยชน์สูงสุดด้วย

ซึ่งในการทำงานเพื่อประโยชน์ของสมาชิกที่สหพันธ์ฯ เป็นผู้ดูแลอยู่นั้น ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง กับกลุ่มรถบรรทุกสินค้า เนื่องจากการใช้งานของทั้งสองประเภทนี้แตกต่างกัน จึงต้องให้ทางกรมการขนส่งฯ แบ่งการดูแลควบคุมให้ถูกต้องด้วย