อู่พนัส แอสเซมบลีย์ฯ มั่นใจยอดขายปี 60 โตถึง 3,200 คัน สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ หลังสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มลูกค้าเพราะผูกพันธมิตรกับดีลเลอร์ค่ายรถใหญ่ สร้าง PANUS-S Plus ถึง 100 แห่งแล้ว สามารถให้บริการได้ใกล้บ้าน ส่วนปีหน้ามั่นใจทุกอย่างต้องเพิ่มขึ้นเพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างเห็นได้ชัดขึ้น

คุณณัชชา วงศ์คำภู ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด (PANUS) อู่ต่อตัวถังรถบรรทุกรายใหญ่ เปิดเผยว่า ด้วยในปีนี้ถือว่าทางบริษัทฯ ได้พัฒนาทั้งการตลาด การขาย และบริการหลังการขายมาถูกทางตามความต้องการของลูกค้าแล้ว แล้วเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้มากถึง 3,200 คัน แต่ยังน้อยกว่าปี 2539 ที่สามารถขายได้มากสุดถึง 4,000 คัน พร้อมทั้งมั่นใจว่าในอนาคตต่อไปต้องสามารถทำยอดขายได้มากกว่าที่เคยทำมาอย่างแน่นอน

สำหรับประเภทของรถที่ขายได้มากที่สุดก็คือ รถพื้นเรียบและก้างปลา ที่ใช้สำหรับบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการนำเข้าและส่งออก ส่วนประเภทอื่น ๆ นั้น ไล่เรียงกันมาตามลำดับ ส่วนประเภทรถกระบะดัมพ์ที่เพิ่งเปิดตลาดใหม่นั้น ปรากฏว่าได้รับการยอมรับจากลูกค้าตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยรถดัมพ์ที่ทำงานหนักตามเหมืองแร่จะนิยมใช้ตัวยกแบบเสาอากาศ เพราะสามารถทำงานหนักได้อย่างสบาย ส่วนประเภทบรรทุกหิน ดิน และทราย เพื่อใช้ก่อสร้างตามสถานที่ต่าง ๆ กลุ่มลูกค้าจะใช้กระบะดัมพ์แบบยกกลางเพราะไม่ต้องทำงานหนักมาก สามารถยกของได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ

ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดขายในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 3,200 คัน เนื่องมาจากทางบริษัทฯ ได้สร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีศูนย์บริการอยู่ใกล้บ้านมากที่สุด ด้วยการทำสัญญาพันธมิตรกับดีลเลอร์ของค่ายรถใหญ่ต่าง ๆ และปัจจุบันนี้ได้มีศูนย์ PANUS-S Plus มากถึง 100 แห่งทั่วประเทศแล้ว กลุ่มรถเสียสามารถเข้ารับบริการได้ใกล้บ้านไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงานใหญ่อีกต่อไปแล้ว

ด้วยปัจจุบันนี้ PANUS-S Plus มีแต่ค่ายรถญี่ปุ่นก่อน ส่วนในปีต่อไปก็จะมีค่ายยุโรปเข้าร่วมด้วย และอนาคตต่อไปก็จะเป็นค่ายรถใหญ่ทุกประเทศทั่วโลกเพื่อให้ลูกค้าของพนัสฯ ได้รับการบริการสูงสุด โดยมาตรฐานของPANUS-S Plus ทุกแห่ง จะต้องได้รับการยอมรับจากทางพนัสฯ เพื่อให้ลูกค้าทุกรายได้รับบริการที่เท่าเทียมกันทั้งหมดทั่วประเทศ”

ส่วนยอดขายในปี 2561 นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่าไหร่ เพราะต้องทำการประชุมกับทางโรงงานผู้ประกอบตัวถังรถบรรทุกก่อน เพื่อให้จำนวนการผลิตและการจำหน่ายเหมาะสมกัน