คมนาคมเร่งเครื่องเชื่อมโยงชาติเพื่อนบ้าน เตรียมผุดทางคู่ 2 เส้นทางใหม่ บ้านไผ่มุกดาหารนครพนม และเด่นชัยเชียงราย เชื่อมพรมแดนสปป.ลาว เวียดนาม และจีนในอนาคต ตั้งเป้าลดต้นทุนโลจิสติกส์ จาก 14% เหลือ 12%

คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเตรียมดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 2 เส้นทางใหม่ ได้แก่ บ้านไผ่มุกดาหารนครพนม และเด่นชัยเชียงราย ที่จะสามารถเชื่อมต่อไปยังสปป.ลาว เวียดนาม และจีนได้ในอนาคต คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ภายในสิ้นปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ในประเทศ เป็นทางเลือกการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการ ให้มาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น จากเดิมที่ใช้อยู่เพียง 4-5% เท่านั้น และตั้งเป้าลดต้นทุนการขนส่งสินค้าเหลือ 12% จากปัจจุบันที่ 14%

สำหรับการขนส่งทางถนนจะอำนวยความสะดวกด้วยการขยายช่องจราจร การตัดเส้นทางเชื่อมต่อไปยังท่าเรือและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเตรียมออกใบอนุญาตขนส่งสินค้าข้ามประเทศ และปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า รวมทั้งลดต้นทุน และความเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง

ทั้งนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่สามารถส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้ รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งโครงข่ายพัฒนาส้นทางการค้า จะต้องเชื่อมโยงไร้รอยต่อ ขนส่งจากโหมดหนึ่งไปอีกโหมดหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วางโลจิสติกส์ไทยเชื่อม AEC โดยเน้นการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎหมาย และประชาชน รวมทั้งกลยุทธ์หลักของแผนแม่บท ASEAN Connectivity และทิศทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศในระยะ 20 ปี (.. 2560-2579) ตลอดจนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งสนับสนุนการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคและอาเซียน ส่งเสริมโครงข่ายเชื่อมโยงภายในประเทศ การพัฒนาพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ พร้อมพัฒนาระบบบริหารจัดการ/กำกับดูแลให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ตลอดจนพัฒนาผู้ประกอบการโลจิสติกส์ให้ขยายการทำธุรกิจในอาเซียน

สำหรับแนวทางสนับสนุนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทย ได้แก่ 1.การสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ตามเส้นทางยุทธศาสตร์และการเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน 2.การสนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสู่การขนส่งที่มีประสิทธิภาพด้วยการผลักดันการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) 3.การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและศูนย์บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และ 4.การพัฒนาพื้นที่เมืองชายแดนเพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงด้านขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ด้าน คูณสามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมและขนส่ง กล่าวว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลาง CLMV ได้ ต้องมีเส้นทางเชื่อมโยงไปถึงจีน จึงเห็นด้วยกับรัฐบาลที่เดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพหนองคาย ทั้งนี้ ไทยควรดึงจีนมาร่วมลงทุน เพราะเชื่อว่า จีนจะหาวิธีลดการขาดทุนลงได้ และรัฐบาลต้องเตรียมพร้อมการพัฒนาโดยรอบสถานีไปพร้อมๆ กัน

ขณะที่ ดร.ชุติมาพร หมอนใหญ่ ผู้อำนวยการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า นอกจากจะเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญของประเทศแล้ว รัฐบาลจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากให้การขนส่งมีการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ต้องมีการสร้าง เมกะโลจิสติกส์จังชั่น หรือ ศูนย์การเชื่อมต่อโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ที่จะต้องมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยเสริมให้การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพ