ด้วยตลาดขนส่งทางบกทุกประเทศจำเป็นที่จะต้องมี หากภาวะเศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นก็ต้องมีการขนส่งทางบกเพิ่มตามไปด้วย หากทุกประเทศมีแต่การขนส่งที่เป็นของตัวเองการแข่งขันทางด้านราคาและการบริการก็จะมีไม่มาก แต่เมื่อมีขนส่งต่างชาติเข้ามาได้อย่างเสรี การนำเงินทุน เทคโนโลยีและผู้บริหารระดับสูงจากประเทศของตัวเองเข้ามาบุกในประเทศที่เข้ามารุกทำตลาดขนส่งก็ต้องมีเป็นจำนวนมากในปีแรก ๆ ทำให้การขนส่งภายในประเทศต้องปิดตัวลงไปอย่างมากมาย ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้การขนส่งทางบกในประเทศไทยก็จะต้องถูกรุกล้ำเหมือนกัน

แต่ก่อนจะถึงวันที่ธุรกิจขนส่งต่างชาติรุกเข้ามาในเมืองไทยอย่างเต็มตัว การขนส่งทางบกซึ่งเป็นของคนไทยก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองขึ้น เพื่อป้องกันธุรกิจของตัวเองให้สามารถอยู่คู่กับชาวไทยได้ตลอดไป

ATF ต้องการให้ขนส่งอาเซียนอยู่ได้

คุณยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางรถบรรทุกแห่งอาเซียน หรือ ATF ถือได้ว่าเป็นผู้นำการขนส่งทางถนนแห่งอาเซียน ที่ทำให้แต่ละสมาคมขนส่งทั้ง 10 ประเทศ ในอาเซียนรวมตัวกันตั้งสหพันธ์การขนส่งทางรถบรรทุกแห่งอาเซียน โดยมีจุดประสงค์ที่ต้องการทำให้การขนส่งทางถนนช่วยผลักดันภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในอาเซียน ให้เติบโตยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งยังจะเป็นตัวแทนของแต่ละสมาคมขนส่งทางบกในทุกประเทศที่ต้องการนำปัญหาและวิธีแก้ไขของการขนส่งทางบกให้ทางรัฐบาลของแต่ละประเทศพิจารณา แต่ได้รับความสนใจน้อยมาก ทางสหพันธ์ฯ ก็จะนำปัญหาดังกล่าวนี้ยื่นให้กับสำนักงานเลขาธิการแห่งอาเซียนเป็นผู้ช่วยผลักดันอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ก็จะให้สมาชิกของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศ สปป.ลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมา ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงและสามารถขนส่งทางบกผ่านประเทศกันได้ ได้มาร่วมมือกันหาวิธีการที่จะทำให้การขนส่งทางบกคล่องตัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และด้วยผลงานที่ผ่านมา จุดเด่นทีสุดก็คือการทำให้ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามาเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฯ ได้ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก จึงทำให้สมาชิกของสหพันธ์ฯ ทั้งหมดเลือกคุณยู เจียรยืนยงพงศ์ เป็นประธานของสหพันธ์ฯ อีกสมัย หลังจากสิ้นสุดวาระแรกเมื่อกลางปี 2560 ที่ผ่านมานี้เอง

โดยแผนงานที่ได้วางไว้ ที่จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วนก็คือ การหาประเทศใดประเทศหนึ่งของสมาชิกที่จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้ได้ เพราะจะได้ทำสัญญากับผู้สนับสนุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในแถบยุโรป เพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับมีอย่างมากมายมหาศาล สามารถพัฒนาการขนส่งทางบกในอาเซียนให้สูงขึ้นเท่ากับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกได้

ส่วนการช่วยทำให้ขนส่งของเมืองไทยพัฒนาก้าวหน้าขึ้นก็คือ ได้ทำสัญญากับรัฐบาลของประเทศเมียนมาในการที่จะทำให้บริษัทขนส่งของทั้ง 2 ประเทศ ทำการแลกเปลี่ยนหางพ่วงและตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้ากันเองได้ เพราะจะทำให้หมายกำหนดเวลาที่ตกลงกับผู้ว่าจ้างเป็นไปได้ในเวลาที่กำหนด รวมถึงสินค้าที่บรรทุกในตู้คอนเทนเนอร์จะไม่ได้รับแรงกระแทก ทำให้เกิดการเสียหายได้เลย

และประเทศต่อไปที่จะทำสัญญาแบบเดียวกันนี้กับรัฐบาลไทยก็คือ ประเทศกัมพูชา เพราะต้องการที่จะทำให้การขนส่งทางบกรวดเร็วขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเติบโตขึ้น ส่วนประเทศ สปป.ลาว นั้น การขนส่งของทั้ง 2 ประเทศ สามารถวิ่งข้ามชายแดนกันได้โดยอิสระ ซึ่งรถบรรทุกที่จะวิ่งผ่านได้นั้นต้องจดทะเบียนกับทางราชการเป็นที่เรียบร้อยก่อน

ขนส่งรายใหญ่และเล็กอยู่ได้

คุณชุมพล สายเชื้อ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับการแข่งขันในตลาดขนส่งในปัจจุบันนี้ ถือได้ว่ามีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก ทุกบริษัทจำเป็นที่จะต้องหางานขนส่งเข้ามาก่อน เมื่อได้งานแล้วจึงจะเริ่มดูที่จำนวนรถและจำนวนคนต่อไป ซึ่งก่อนที่จะรับงานมานั้นต้องทำการตรวจสอบดูว่าบริษัทที่ให้งานมามีความก้าวหน้าหรือถดถอย หากเดินหน้าก็ไปด้วยกันหากถอยหลังก็อย่ารับงานเข้ามาเพื่อถ่วงตัวเอง

แม้ว่าจะมีพันธมิตรที่ทำการขนส่งทางบกด้วยกันอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การแข่งขันรับงานมานั้นต้องดูกันที่เรื่องราคาและการบริการเป็นหลัก ซึ่งการแข่งขันด้านราคานั้นจะแตกต่างกันไม่มาก มีกำไรบ้างเพียงเล็กน้อยก็พออยู่ได้ แต่ให้ความสำคัญกับด้านการบริการหลังการขายมากกว่า เพราะหากตรงต่อเวลาและดูแลสินค้าเป็นอย่างดีก็จะได้รับการว่าจ้างต่อไป

และในอนาคตนั้น ตลาดขนส่งทางบกจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อความอยู่รอดมากขึ้น อย่างบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ก็จำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะต้องมีการขยายงาน ขยายรถ และเพิ่มจำนวนคนงาน เพื่อให้บรรดาผู้ว่าจ้างเชื่อมั่น ดังนั้นการเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือร่วมทุนกับชาวต่างชาติก็จะต้องมีให้เห็นอย่างแน่นอน

ส่วนขนส่งขนาดกลางนั้น ก็จะต้องถูกรายใหญ่ทำการลดช่องว่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้งานขนส่งลดน้อยลง จึงต้องมีการปรับตัวใหม่ไม่ว่าจะเป็นการรวมบริษัทกับเพื่อนขนาดกลางด้วยกันเอง เพราะเมื่อขนส่งมีขนาดใหญ่ขึ้นบรรดาผู้ว่าจ้างก็จะเชื่อมั่นและให้ทำงานขนส่งต่อไป หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการลดขนาดของตัวเองลงมา เป็นเพียงซับขนส่งจากรายอื่นเท่านั้น เพราะจะเป็นการประหยัดเงินทุนไม่ต้องขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้น คงมีแต่จำนวนรถและจำนวนพนักงานให้พิเพียงกับงานที่รับมาอีกทอดหนึ่งเท่านั้นเอง

และในส่วนของขนส่งขนาดเล็กนั้นก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ว่าข้างมากนัก เพราะไม่มีกำลังพอที่จะรับงานใหญ่ ๆ ต่อไปได้ จึงต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นซับขนส่งที่ทำงานให้กับรายใหญ่และรับค่าจ้างที่มีกำไรเพียงน้อยนิดเท่านั้น เพียงแค่ประคองตัวเองต่อไปให้มีงานทำเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มขนส่งอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับงานใหญ่ ที่บริษัทขนส่งทั่วไปไม่สามารถทำได้ อย่างเช่นการรับงานขนส่งข้ามประเทศเพื่อนำสินค้าไปส่งถึงหน้าบ้าน หรือการรับสินค้าจากรถบรรทุกเพื่อนำไปส่งให้กับรถไฟ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ว่าจ้างลง ซึ่งบริษัทขนส่งเหล่านี้จะนำบรรดาเถ้าแก่ผู้รับจ้างการขนส่งทางบกมาร่วมตัวกัน เพื่อทำให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น

อย่างเช่นขนส่งรายใดมีรถปิกอัพเป็นจำนวนมากก็จะนำมารับสินค้าจากรถใหญ่ที่มาส่งเพียงจุดเดียวในตัวจังหวัดนำไปส่งให้กับจุดหมายนั้นต่อไป ซึ่งต่อไปการขนส่งเหล่านี้จะถือว่ามีความสำคัญเพราะจะรับงานขนส่งที่ขนส่งธรรมดาทำไม่ได้อย่างเช่น หน่วยงานของราชการเป็นต้น

และเมื่อสามารถทำให้การขนส่งภายในประเทศมีลูกค้าที่เชื่อมั่น และว่าจ้างเป็นระยะยาวต่อไปก็ไม่ต้องกลัวขนส่งต่างชาติที่จะเข้ามาแทรกแซงตลาดขนส่งภายในประเทศได้อีกต่อไป

คมนาคมเร่งเครื่องเชื่อมโยงเพื่อนบ้าน

คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การค้าชายแดนจะมีความสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้น รับบาลไทยจึงต้องกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นใน 10 จังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวก สบายให้ภาคขนส่ง ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างทำความตกลงกับชาติเพื่อบ้านเพื่อให้สามารถวิ่งรถใหญ่เข้าออกได้ฝั่งละ 500 คัน ตรงนี้การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกไม่จำเป็นต้องรอเปลี่ยนหัวลากกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเตรียมดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 2 เส้นทางใหม่ ได้แก่ บ้านไผ่มุกดาหารนครพนม และเด่นชัยเชียงราย ที่จะสามารถเชื่อมต่อไปยังสปป.ลาว เวียดนาม และจีนได้ในอนาคต คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ภายในสิ้นปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ในประเทศ เป็นทางเลือกการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการ ให้มาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น จากเดิมที่ใช้อยู่เพียง 4-5% เท่านั้น และตั้งเป้าลดต้นทุนการขนส่งสินค้าเหลือ 12% จากปัจจุบันที่ 14%

สำหรับการขนส่งทางถนนจะอำนวยความสะดวกด้วยการขยายช่องจราจร การตัดเส้นทางเชื่อมต่อไปยังท่าเรือและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเตรียมออกใบอนุญาตขนส่งสินค้าข้ามประเทศ และปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า รวมทั้งลดต้นทุน และความเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง

ทั้งนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่สามารถส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้ รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งโครงข่ายพัฒนาส้นทางการค้า จะต้องเชื่อมโยงไร้รอยต่อ ขนส่งจากโหมดหนึ่งไปอีกโหมดหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง

สศช.หนุนโลจิสติกส์เชื่อม AEC

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วางโลจิสติกส์ไทยเชื่อม AEC โดยเน้นการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎหมาย และประชาชน รวมทั้งกลยุทธ์หลักของแผนแม่บท ASEAN Connectivity และทิศทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศในระยะ 20 ปี (.. 2560-2579) ตลอดจนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งสนับสนุนการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคและอาเซียน ส่งเสริมโครงข่ายเชื่อมโยงภายในประเทศ การพัฒนาพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ พร้อมพัฒนาระบบบริหารจัดการ/กำกับดูแลให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ตลอดจนพัฒนาผู้ประกอบการโลจิสติกส์ให้ขยายการทำธุรกิจในอาเซียน

สำหรับแนวทางสนับสนุนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทย ได้แก่ 1.การสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ตามเส้นทางยุทธศาสตร์และการเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน 2.การสนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสู่การขนส่งที่มีประสิทธิภาพด้วยการผลักดันการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) 3.การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและศูนย์บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และ 4.การพัฒนาพื้นที่เมืองชายแดนเพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงด้านขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กทท.พัฒนาท่าเรือสู่ท่าเรือระดับโลก

เรือตรีทรงธรรม จันทประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิศวกรรม รักษาการแทนผู้ว่าการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)  กล่าวว่า การท่าเรือฯ ได้จัดงานเสวนาวิชาการสู่ความเป็นเลิศในธุรกิจท่าเรือและโลจิสติกส์ ภายใต้หัวข้อ ” PAT International Conference 2017 : Port The Future”  เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหาร การพัฒนาองค์กรสมัยใหม่ เพิ่มนำพาองค์กรสู่ความเป็นเลิศในธุรกิจท่าเรือและโลจิสติกส์ ตลาดจนนำความรู้ไปประยุกต์หรือปรับใช้ในการปฏิบัติงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการขนส่งทางน้ำของประเทศ และกลยุทธ์หลักของการท่าเรือฯ ที่มุ่งสู่การเพิ่มศักยภาพเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่อาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้น การจัดเสวนาครั้งจึงเห็นควรมุ่งเน้นประเด็นการเตรียมความพร้อมของท่าเรือเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย โดยนำเสนอกรณีศึกษาการพัฒนาท่าเรือสู่ความเป็นท่าเรือระดับโลก (World Class Port) รูปแบบการบริหารจัดการองค์กรที่ทันสมัย การปรับตัวของท่าเรือชั้นนำเพื่อรองรับพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาชั้นนำของโลกด้านธุรกิจเรือ มาถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รวมทั้งแนวคิดหรือมุมมองใหม่ๆในอุตสาหกรรมท่าเรือ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ การท่าเรือฯ กำลังดำเนินการพัฒนาท่าเทียบเรือเพื่อความเลิศ จำนวน 2 แห่งคือ ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งเป็นท่าเรือที่เก่าแก่ และขณะนี้มีโครงการปรับปรุงพัฒนาบริเวณท่าเรือกรุงเทพ จำนวน 4 โครงการ เน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ส่วนท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งบริหารโดยภาคเอกชนมีการให้บริการที่มีคุณภาพเทียบเท่าท่าเรือดัง ๆ ในต่างประเทศ และขณะนี้มีโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 2 และเฟสที่3 เพื่อรองรับการเติบโตของท่าเรือแหลมฉบังพร้อมพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสม