พาแนลพีนาประเทศไทย ขยายศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่ TPARK บางนา ขนาดพื้นที่ 9,500 ตร.. เพื่อรองรับการขยายธุรกิจการบริหารจัดการคลังสินค้า การขนส่งน้ำมันหล่อลื่นและจารบี เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ในประเทศไทย

คุณแมทธิว มาโฮนย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาแนลพีนา เวิลด์ ทรานสปอร์ท (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มพาแนลพีนามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านการจัดการโลจิสติกส์ โดยกลุ่มบริษัทมีสำนักงานเครือข่ายกว่า 500 แห่ง ใน 75 ประเทศทั่วโลก และทำงานร่วมกับบริษัทพันธมิตรอีกกว่า 90 ประเทศ กลุ่มพาแนลพีนาเริ่มขยายธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2532 เพื่อให้บริการที่ครอบคลุมสำหรับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การขนส่งทางเรือ และทางอากาศ การเป็นตัวแทนผู้นำเข้าส่งออก การขนส่งสินค้าทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ สถานีบรรจุและคัดแยกสินค้า รวมถึงบริการคลังสินค้า และการจัดเก็บสินค้า เป็นต้น

ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของพาแนลพีนาในประเทศไทยมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ปัจจุบันมีการเติบโตเฉลี่ย 52% ต่อปี โดยมีสัดส่วนลูกค้าประเภทสินค้าน้ำมันหล่อลื่นและจารบี 56% สินค้าเคมีภัณฑ์ 33 และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 12% ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องขยายคลังสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจด้านการขนส่งของบริษัทฯ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าประเภทน้ำมันหล่อลื่น และจารบี ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นในคุณภาพและระบบสาธารณูปโภคที่ครบครันของทีพาร์ค บริษัทฯ จึงได้ขยายคลังสินค้าสร้างตามความต้องการของกลุ่มพาแนลพีนา (Built to Suit Warehouse) บนขนาดพื้นที่ 9,500 ตารางเมตรที่โครงการ TPARK บางนา ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ ในการกระจายสินค้าไปยังสถานีน้ำมันทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทยอีกด้วย”

นอกเหนือจากการขยายศูนย์กระจายสินค้าแล้ว พาแนลพีนายังลงทุนด้านเทคโนโลยีการกระจายสินค้าเพิ่มเติม โดยใช้ระบบ JDA/RedPrairie ซึ่งเป็นระบบจัดการคลังสินค้าของบริษัทฯ เพื่อทำการควบคุมปริมาณคน ปริมาณอุปกรณ์การขนย้าย ควบคุมจำนวนวันที่จัดเก็บสินค้า ความถูกต้องของสินค้าคงเหลือ การใช้ประโยชน์ของอาคาร และการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบของลูกค้าได้ทันที เช่น  SAP ผ่านการส่งข้อมูลทางอิเล็ทรอนิกส์ เพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูล และเพิ่มความรวดเร็วในการส่งผ่านข้อมูล เป็นต้น

พาแนลพีนายังคงพัฒนาเครือข่ายบริการด้านโลจิสติกส์ให้กว้างขวางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทางเรือ ทางอากาศ หรือการขนส่งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งการขยายศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทฯ ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่จะช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต และตลาดในอุตสาหกรรมดั้งเดิม รวมถึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งและการจัดการด้านซัพพลายเชน และช่วยลดต้นทุนของลูกค้าในการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

คุณวีรพันธ์ พูลเกษ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทไทคอน ในฐานะบริษัทแม่ของบริษัท ไทคอน โลจิสติส์ พาร์ค จำกัด หรือ ทีพาร์ค กล่าวเสริมว่า ทีพาร์ครู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่กลุ่มพาแนลพีนาได้มอบความไว้วางใจในความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการคลังสินค้าคุณภาพสูง ในโครงการ TPARK บางนา โดยพาแนลพีนาเป็นลูกค้าของทีพาร์คตั้งแต่ปี 2555 เริ่มเช่าคลังสินค้าวัตถุอันตรายบนพื้นที่ขนาด 5,540 ตารางเมตร ต่อมาได้ขยายคลังสินค้าภายในเขตปลอดภาษี บนพื้นที่ขนาด 2,000 ตารางเมตร และล่าสุด พาแนลพีนาได้เช่าคลังสินค้าแบบ Built to Suit บนพื้นที่ขนาด 9,500 ตารางเมตร เพื่อจัดเก็บสินค้าประเภทน้ำมันหล่อลื่น และจารบีให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีพื้นที่คลังสินค้าทั้ง 3 อาคาร รวมทั้งสิ้นกว่า 17,000 ตารางเมตร โดยทีพาร์คมีทีมงานมืออาชีพที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อที่จะออกแบบอาคารหลังนี้ให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย อาทิเช่น คลังสินค้าจะต้องเป็นลักษณะอาคารเดี่ยว (Stand Alone Building) และมีการติดตั้งสปิงเกอร์ระบบโฟมที่ถูกออกแบบมาเพื่อการดับของเหลวไวไฟ

นอกจากนี้ ทีพาร์คยังมีคลังสินค้าวัตถุอันตราย (DG Warehouse) ที่พร้อมใช้ในโครงการ TPARK บางนา ที่สร้างถูกต้องตามกฎหมายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้บริการลูกค้าที่ต้องการเก็บสินค้าวัตถุอันตรายด้วยมาตรฐานระดับสากลจึงทำให้ทีพาร์คได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายราย โดยหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญ คือ พาแนลพีนา เวิลด์ ทรานสปอร์ท (ประเทศไทย)

ทีพาร์คมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคลังสินค้าวัตถุอันตรายและคลังสินค้าจัดเก็บของเหลวไวไฟ ที่ต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสารเคมีและวัตถุอันตราย โดยมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี ตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบไปจนถึงการประสานงานขอรับการรับรองตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มีการปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัดรวมถึงใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก