องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำระบบ E-Ticket มาให้บริการประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐ หรือบัตรผู้มีรายได้น้อย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางของ ขสมก.เสมือน ใช้บริการรถเมล์ฟรีในเขต กทม. และปริมณฑล 800 คัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการแทนผู้อำนวยการ ขสมก. เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้บัตรสวัสดิการของรัฐ หรือบัตรผู้มีรายได้น้อย ในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 โดยได้มอบบัตรดังกล่าว ให้กับประชาชนที่ได้ไปขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับกระทรวงการคลัง เพื่อแสดงตัวในการใช้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานฟรี ตามวงเงินที่รัฐบาลกำหนด ได้แก่ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางด้วย รถโดยสารประจำทาง ขสมก. และค่ารถไฟฟ้า ของ ขสมก.ได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการประชาชน

โดยมีแผนติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) บนรถโดยสารธรรมดาของ ขสมก.จำนวน 800 คันสำหรับ การเริ่มต้นให้บริการในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ขสมก.ได้ติดตั้งเครื่องอ่านบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) บนรถโดยสารธรรมดา 200 คัน และจะทยอยติดตั้งให้ครบ 800 คัน เพื่อให้สามารถรองรับการใช้บริการของประชาชน ผู้ถือบัตรสวัสดิการดังกล่าว ให้ได้รับความสะดวกในการเดินทางด้วยรถโดยสารของ ขสมก.ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ จะต้องนำบัตรมาแตะที่เครื่องอ่านบัตรในขณะที่ขึ้นและลงรถโดยสาร เป็นการตัดค่าโดยสารอย่างอัตโนมัติ

ซึ่งรถโดยสารทั้ง 800 คัน จะติดสติ๊กเกอร์สีเขียวข้อความ “รถคันนี้ใช้ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ” แทนที่ข้อความ “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน” ที่กระจกด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังรถโดยสารในช่วงสองปีแรก ที่องค์การนำระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) มาใช้บนรถโดยสาร พนักงานเก็บค่าโดยสารยังคงปฎิบัติหน้าที่บนรถทำหน้าที่แนะนำวิธีการใช้งานระบบใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้มีโอกาสเรียนรู้และปรับตัว

และเมื่อการใช้งานระบบ E-Ticket บนรถโดยสารเป็นไปอย่างเต็มรูปแบบองค์การ มีแผนดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เปิดโอกาสให้พนักงานเข้าร่วมโครงการได้ตามความสมัครใจโดยจะใช้ระบบค่าตอบแทน เป็นสิ่งจูงใจพนักงานให้เข้าร่วมโครงการ

สำหรับแผนบริหารจัดการบุคลากรด้านเดินรถ เพื่อรองรับการใช้ระบบ E-Ticket องค์การได้ดำเนินการในหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. ดำเนินโครงการฝึกขับรถโดยสาร สำหรับพนักงานเก็บค่าโดยสาร ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนหน้าที่เป็นพนักงานขับรถ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพนักงานเก็บค่าโดยสารที่ผ่านการอบรม และได้รับใบอนุญาตการขับรถ ได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่แล้วจำนวน 240 คน โดยในแต่ละปีมีพนักงานขับรถครบวาระเกษียณอายุการทำงานปีละประมาณ 200 คน พนักงานเก็บค่าโดยสารเกษียณอายุปีละประมาณ 150 คน

2. ส่งเสริมพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ ในการสอบเลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานประจำสำนักงาน เพื่อทดแทนพนักงานที่ครบวาระเกษียณอายุราชการปีละประมาณ 500 – 600 คน ซึ่งในการจัดหาพนักงานทดแทน ผู้เกษียณอายุแต่ละครั้ง องค์การได้เปิดโอกาสให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกด้วย

3. โครงการจ้างเหมาพนักงานขับรถที่เกษียณอายุการทำงาน ซึ่งมีอายุไม่เกิน 65 ปี มาเป็นพนักงานขับรถทดแทนอัตรากำลังที่ขาดจากการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้นทำให้องค์การสามารถปรับลดอัตรากำลังพนักงานได้เป็นไปตามเป้าหมาย อีกทั้ง ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของพนักงานอีกด้วย