การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าหรือยานยนต์สมัยใหม่ ผู้ประกอบการต้องมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและบุคลากรที่มีทักษะการผลิตสูงขึ้น 

สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนา “อนาคตการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” สำหรับเอสเอ็มอีผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 100 ราย เตรียมเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี EV และต้นแบบสถานีอัดประจุไฟฟ้า  ในโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” 

  คุณวิชัย จิราธิยุต (Mr.Vichai Jirathiyut) ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า การผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อส่งออกของไทยอยู่อันดับ 12 ของโลก การผลิตของไทยมีซัพพลายทั้งในประเทศและส่งออก ฝีมือของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ส่วนใหญ่ที่เราผลิตส่งออกคือรถปิ๊กอัพ ที่เรียกว่า Product Champion และ รองลงมาคือรถ Eco Car ,ในปี 2015 ผลิตรถยนต์ได้ 1.9 ล้านคัน คาดว่าปี 2016 จะผลิตได้ 1.95 ล้านคัน โดยมีเป้าหมายในปี 2020 จำนวนผลิต 3 ล้านคัน/ปี ประเทศไทยมีค่ายรถยนต์ ทั้งสวีเดน สหรัฐอเมริกา เยอรมัน อังกฤษ ญี่ปุ่น โรงงานผลิตส่วนใหญ่อยู่สมุทรปราการ และภาคตะวันออกเป็นหลัก แต่ละค่ายให้ความสนใจมาลงทุนที่ประเทศไทย เพราะสภาพภูมิประเทศของไทยเป็นแลนด์มาร์คยุทธศาสตร์ที่ใกล้พม่า กัมพูชา ลาว และจีน ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ประเทศไทยได้เปรียบ ทำให้เราเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียนหรือของโลกได้ดี

“ด้านโครงการศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Hybrid, Plug-in hybrid, Battery EV และ Fuel cell) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมความรู้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าแก่ผู้ประกอบการ ภาครัฐและประชาชนทั่วไป โดยในโครงการประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ได้แก่ 1) การศึกษาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและสถานีประจุไฟฟ้า 2) การจัดทำฐานข้อมูลผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและรายงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง และ 3) การสัมมนาและประชาสัมพันธ์โครงการเทคโนโลยียานยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเดิมที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนมุ่งเน้นที่จะพัฒนาด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการผลิต ลดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาจไม่เพียงพอ โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนมีความจำเป็นที่จะต้องปรับกระบวนการผลิตให้สามารถรองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัยของผู้ผลิตรถยนต์ได้ด้วย”

 คุณเซีย เชนเยน (Mr.Hsieh Shen-yen) ประธานบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำอิเล็คทรอนิคส์ของโลก และนวัตกรรมเครื่องชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กล่าวว่า ในรูปแบบ “อุตสาหกรรม 4.0” สิ่งที่สำคัญในกระบวนการผลิตในโลกอนาคต คือ เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หรือ Industrial Automation นับเป็นเทรนด์ของการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสู่ความทันสมัย คุณภาพ ประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน ซึ่งระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และดิจิตอล IoT สามารถเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ และให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 1.เครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation Machine) 2.โรงงานอัตโนมัติ (Factory Automation) และ 3.กระบวนการผลิตอัตโนมัติ (Process Automation) โดยทุกหน่วยของระบบการผลิต ติดตั้งระบบเครือข่ายและฝังเซนเซอร์เพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เครื่องจักร หุ่นยนต์ ระบบ และโรงงาน เชื่อมต่อทางเครือข่ายในรูปแบบ Internet of Things (IoT) ช่วยให้สามารถแสดงผล ควบคุม บริหารจัดการกระบวนการผลิตทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ข้อดีของระบบอินดัสเทรียล ออโตเมชั่น คือ ช่วยเพิ่มผลผลิต, ช่วยลดต้นทุน, รองรับงานหนัก งานทำซ้ำ งานเสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์ หรืองานที่ต้องการความแม่นยำสูง ลดข้อผิดพลาด, ลดภาระการลงทุนของ SME ผู้ประกอบการ โดยสามารถนำมาระบบออโตเมชั่น โซลูชั่นมาออกแบบและติดตั้งเพิ่มเพื่อปรับปรุงโรงงานเดิมที่มีอยู่แล้ว พัฒนาคุณภาพ/เพิ่มปริมาณการผลิตหรือตามเป้าประสงค์อื่น ๆ ของผู้ประกอบการ”

โครงการความร่วมมือระหว่างเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กับ สถาบันยานยนต์ สานพลังประชารัฐเพื่อร่วมปฏิรูปสู่อุตสาหกรรม 4.0 และขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0 อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่จะพัฒนายกระดับ นอกจากการจัดสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย ยังเตรียมเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าต้นแบบ และศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ณ สถาบันยานยนต์ บางปู เพื่อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ SME ชิ้นส่วนยานยนต์ และประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กำหนดแล้วเสร็จในราวกลางปี 2560

คุณฐิติภัทร ดอกไม้เทศ ผู้ชำนาญการพิเศษ สถาบันยานยนต์ กล่าวถึงผลกระทบและการเตรียมตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า ด้านสถานการณ์ของไทย ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ช่วงกับดักรายได้ปานกลาง มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังฟื้นตัวส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียานยนต์ จากที่ใช้น้ำมันฟอสซิล ประเทศไทยก็เริ่มนำยานยนต์ไฟฟ้า(EV) เข้ามาใช้ รัฐบาลไทยก็ให้การสนับสนุน นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมยานยนต์ของไทยในปัจจุบันคือ ยานยนต์สมัยใหม่ จะต้อง “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” ด้านการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์โลก คือ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2.การสร้างนวัตกรรมและวิจัยพัฒนา 3.การสร้างตราสินค้าของตนเอง