ด้วยเวลา 3 ปีที่ผ่านมา งานว่าจ้างของผู้ประกอบการขนส่งทางบกลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ด้วยสาเหตุหลักที่ว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่เติบโตอย่างเต็มที่ โรงงานต่าง ๆ จึงผลิตสินค้าน้อยลงเช่นกัน แถมมีบางโรงงานที่มีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติได้ทำการย้ายโรงานไปยังประเทศอื่นที่อยู่ในเขตอาเซียนด้วยกันอีก ด้วยสาเหตุหลักคือ ค่าจ้างถูกกว่าเป็นอย่างมาก ดังนั้นงานขนส่งจึงมีให้ตลาดขนส่งน้อยลงเรื่อย ๆ นั่นเอง

ถึงแม้ว่าแต่ละบริษัทขนส่งต่างต้องใช้กลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ มาแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งถูกกว่าคู่แข่ง หรือค่าขนส่งเท่ากับเจ้าอื่น แต่สินค้าที่ขนนั้นได้มากกว่าอีกเท่าหนึ่งทีเดียว แม้ว่าการขนส่งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายจะทำให้ผู้ว่าจ้างขนส่งเลือกแบบสลับกันไปมา เพื่อนพันธมิตรที่อยู่ในอาชีพเดียวกันก็ไม่ฝังใจโกรธแค้นกันมากนัก

แหล่งข่าวในวงการขนส่ง ที่เป็นสมาชิกของนิตยสาร BUS & TRUCK ได้เปิดเผยให้ทราบว่า ตลาดขนส่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแข่งขันนอกรูปแบบเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง แถมยังแย่งลูกค้าผู้ว่าจ้างไปได้เป็นอย่างมากอีกด้วย นั่นก็คือมีกลุ่มผู้ไม่มีงานทำประจำได้เปลี่ยนมาหารายได้ ด้วยการขนสินค้าที่บรรทุกมา โดยขนให้ครั้งละไม่มากนัก เพราะรถขนส่งที่ใช้คือรถปิกอัพนั่นเอง โดยราคาว่าจ้างนั้นจะคิดเพียงแค่ 2-3 พันบาทเท่านั้น หากเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมาก

โดยรถปิกอัพที่นำมาทำงานขนส่งนี้จะใช้ป้ายทะเบียนธรรมดาที่ใช้เฉพาะการเดินทางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อนำมาเป็นรถขนของที่ทำงานให้เมื่อมีผู้ว่าจ้าง แถมยังศึกษากฎหมายการจราจรทางบกมาเป็นอย่างดี หากมีสินค้าที่มีความยาว จะยาวไปด้านหน้าได้ไม่เกินกันชนของด้านหน้าตัวรถ ส่วนด้านหลังก็จะมีความยาวเกินท้ายรถไปได้ 2.5 เมตร พร้อมทั้งมีผ้าสีแดงผูกไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เพื่อนร่วมทางมองเห็นได้ง่าย ส่วนความกว้างที่ยื่นออกมาจากด้านข้างของตัวถังรถ ต้องมองดูแล้วไม่น่าเกลียดเกินไป ส่งผลให้ตำรวจจราจรไม่สามารถหาความผิดจากการขนส่งด้วยรถปิกอัพได้เลย

และยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่ของทางราชการก็ยังไม่ให้ความใส่ใจกับป้ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นสีเหลืองหรือสีดำว่าใช้เพื่อการบรรทุกสิ่งใดบ้าง แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งของที่บรรทุกมาและไม่ให้ความสำคัญกับป้ายการจราจรเท่านั้นเอง

เมื่อมองดูแล้วกลุ่มรถปิกอัพที่ทำการขนส่ง โดยไม่แจ้งให้กับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม รู้ว่าทำอะไร ต้องเสียภาษีการจดทะเบียนให้ด้วย หากทำการขนส่งกันน้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการแบ่งปันส่วนหนึ่งของงานขนส่งให้ แต่หากทำกันเป็นจำนวนมาก ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด งานขนส่งก็จะถูกแย่งไปเป็นอย่างมาก แล้วผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางบกที่ทำถูกต้องตามกฎหมายก็แทบจะไม่มีสินค้าให้ขนส่งเลย

หนทางอยู่รอดก็คือพวกขนส่งที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ต้องแจ้งข้อมูลของรถปิกอัพที่ทำผิดกฎหมายให้กับกรมการขนส่งทางบกทราบ เพื่อที่จะมีงานขนส่งและรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองต่อไป