การซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์และการทำE-Commerce มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดช่องว่างทางธุรกิจโลจิสติกส์และพลิกโฉมรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนจากการเดินทางออกไปซื้อ-ขายตามสถานที่ต่าง ๆ ไปสู่การซื้อขายและชำระเงินผ่านเทคโนโลยีบนโลกออนไลน์ แต่การส่งมอบสินค้าจากผู้ขายให้ถึงมือผู้ซื้อนั้น ยังคงต้องพึ่งพาจากบริษัทการขนส่งสินค้า ดังนั้น ยิ่งมีการซื้อขายผ่านออนไลน์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งเกิดความต้องการใช้บริการขนส่งสินค้าไปยังผู้รับมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าว นับว่ากลายเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางระบบการจัดส่งสินค้า การปรับปรุงระบบธุรกิจ e-Commerce ให้มีความครบวงจร รวมถึงการลดต้นทุนในกระบวนการการทำงาน

ในอดีตผู้ประกอบการทำธุรกิจ E-commerce จะลงทุนทำธุรกิจแบบเล็กๆ ต่อมาพอเริ่มมีความรู้ความเข้าใจและมีประสบการณ์ จึงค่อย ๆ ขยายธุรกิจให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยใช้ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าจากภายนอก ซึ่งก็มีธุรกิจใหม่ๆที่เกี่ยวกับการขนส่งหลากหลายรูปแบบเพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น Uber, Grab Taxi  Line man เป็นต้น โดยผู้ให้บริการจากภายนอกเหล่านี้ ก็เป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง ไม่ใช่แค่การขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ในอนาคตข้างหน้าจะมีธุรกิจขนส่งสินค้าประเภทอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นช่องทางที่จะขยายตัวทางธุรกิจในโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce ในไทยมีมูลค่ากว่า 2.24 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าอีคอมเมิร์ซประเภทธุรกิจขายให้กับธุรกิจ (B2B) ถึง 1.33 ล้านล้านบาท มูลค่าขายที่ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2C) ประมาณ 0.51 ล้านล้านบาท และมูลค่าขายที่ธุรกิจขายให้กับภาครัฐ (B2G) ประมาณ 0.40 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดมูลค่ารวมสูงถึง 2.52 ล้านล้านบาท หรือ 12.42%

อีกทั้งประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมด 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง อุตสาหกรรมการขนส่ง อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร อุตสาหกรรมการประกันภัย อุตสาหกรรมศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ และอุตสาหกรรมการบริการด้านอื่น ๆ

สำหรับช่องทางการชำระเงิน พบว่า ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการนิยมเปิดให้บริการมากที่สุดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค 3 อันดับ คืออันดับ 1 ก็คือ e-banking เป็นการชำระผ่าน Internet banking , Mobile Banking และผ่านตู้ ATM อันดับ 2 เป็นการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต และอันดับ 3 เป็นการชำระเงินผ่าน Mobile Payment Aggregator ต่าง ๆ เช่น M-Pay, True Money, Paysbuy, 2C2P เป็นต้น

ส่วนช่องทางการขนส่งที่ผู้ประกอบการเลือกใช้บริการในการจัดส่งสินค้าให้กับผู้บริโภคอันดับ 1ก็คือ การใช้บริการขนส่งผ่านบริษัทจัดส่งสินค้า เช่น DHL FedEx Kerry Express หรือบริษัทที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (Third-party Logistics) อันดับ 2 ใช้บริการผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย อันดับ 3 บริษัทมีการให้บริการจัดส่งสินค้าที่เป็นของตนเอง และอันดับ 4 เป็นการกำหนดจุดรับสินค้าระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้า เช่น สำนักงานใหญ่ เซเว่นอีเลฟเวน Big C Lotus Family Mart เป็นต้น

การทำธุรกิจ E-commerce ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องทำให้ทั้ง 3 E คือ E-commerce E-payment และ E-logistics เกิดความลงตัวและเชื่อมโยงกัน ในด้าน E-commerce สินค้าและบริการมีความแตกต่างอย่างน่าสนใจ มีคุณภาพ ราคาตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เข้าตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทันกับความต้องการ มี Website Application ที่น่าสนใจใช้งานง่าย update อยู่เสมอ มีหลายช่องทาง (Multi-Channel Marketing) และมีการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management : CRM) โดย การรักษาฐานลูกค้าเก่าและแสวงหาลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง

ส่วน E-payment ต้องมีระบบการชำระสินค้าที่น่าเชื่อถือ และมีหลากหลายช่องทางในการชำระสินค้า เช่น e-banking การโอนผ่านตู้ ATM ชำระผ่านบัตรเครดิต (PayPal) การชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery : COD) รวมทั้ง E-logistics มีการจัดส่งที่รวดเร็ว ราคาถูก สามารถติดตามสถานะของสินค้าได้ มีการรับประกันสินค้า และเลือกสถานที่ ช่วงเวลาในการรับสินค้าได้

กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่าการที่ธุรกิจ E-commerce ยังคงมีการเติบโตไปได้อีกนาน แต่ยังคงต้องเกิดจากความรู้ ความเข้าใจ และเรียนรู้ลูกค้าในแต่ละระดับตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับบริษัท โดยลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการขนส่งรายใด จะพิจารณาจากข้อมูลอ้างอิง อีกทั้งการออกแบบสร้างศูนย์กระจาย และคลังจัดเก็บสินค้าจะต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยพื้นที่ในการจัดเก็บจะน้อยลง รถที่ใช้ในการขนส่งจะต้องเล็กลงเพื่อให้เข้าออกไปขนส่งได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ค้าออนไลน์ต้องการระบายสินค้าได้อย่างรวดเร็ว กระจายได้มากขึ้น ภาพรวมคือเป็น Cross Docking  หรือคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าซึ่งทั้งรับสินค้าและส่งสินค้าในเวลาเดียวกันโดยให้บริการ 24 ชั่วโมง รวมถึงการนำระบบไอที“Digital Platforms”เข้ามาช่วยเสริมการบริหารจัดการให้เข้ากับยุค 4.0 อีกด้วย