ผู้บริหารองค์กรธุรกิจในยุค 4.0 ควรมีบทบาทเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานบรรลุผลตามแผนกลยุทธ์ขององค์กรที่วางไว้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย (Modern Technology) มาใช้เสริมสร้างประสิทธิภาพภายในองค์กร หากองค์กรใดมีการเตรียมความพร้อมพัฒนาทักษะของพนักงานให้สามารถรองรับกับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย world economic forum 2016 ได้กล่าวถึง The future of jobs 2020 ว่า การจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานทรัพยากรมนุษย์ สำหรับอนาคตจะเปลี่ยนไป ดังนี้

1. การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving) ซึ่งจะเป็นการนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีมาใช้ในการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาภายใต้เงื่อนไขที่มีความซับซ้อนอย่างเป็นระบบให้สำเร็จลุล่วง

2. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) จะเป็นความสามารถในการคิด พิจารณา ประเมิน และตัดสินใจภายใต้ข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยพยายามแสวงหาคำตอบคิดอย่างมีเหตุผล และสืบค้นหาความจริง ซึ่งใช้ข้อมูลที่หลากหลายประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ไม่เห็นคล้อยตามกระแส

3. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จะกลายเป็นหนึ่งในสิบทักษะด้านแรงงานที่จำเป็นที่สุด เนื่องจากคิดค้นริเริ่มการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ พนักงานจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งหุ่นยนต์อาจช่วยให้ไปถึงในสิ่งที่เราต้องการได้เร็วขึ้น แต่หุ่นยนต์ก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ได้เหมือนมนุษย์

4. การจัดการบุคคล (People Management) จะต้องมีวิธีการจัดการบุคคลด้วยความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงานแต่ละ Gen ในขณะที่องค์กรต้องเผชิญกับจำนวนผู้สูงอายุที่จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรต้องสูญเสียองค์ความรู้ ประสบการณ์ เทคนิค เคล็ดลับที่สั่งสมจากกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้รอยต่อการทำงานจะสะดุดลง ดังนั้น จึงควรมีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นเก่าไปสู่รุ่นใหม่ และทบทวนการ “เออรี่รีไทร์” กับ “เกษียณ” นอกจากนี้ กลุ่มคนวัยทำงานรุ่นใหม่ Gen Y , Gen Z เริ่มมีจำนวนที่น้อยลงนิยมทำงานแบบอิสระรับเป็นจ๊อบ ๆ ทำเสร็จแล้วจบ รับทำงานหลายชิ้นงาน รับทำงานแบบฟรีแลนซ์ เป็นต้น

5. การประสานงานกับผู้อื่น (Coordinating with others) ซึ่งต้องใช้ทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและทำหน้าที่ของตนให้สอดคล้องกับผู้อื่นได้โดยปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งในยุค 4.0การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประสานทำงานจึงทำให้ทักษะทางด้านภาษาและการสื่อสารจำเป็นต้องดี

6. ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของคนและสิ่งต่างๆ รอบตัวนำมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งลงมือทำงานมากกว่าพร่ำบ่น เมื่อเจอปัญหาจะเลือกแก้ไขปัญหาพร้อมกับความคิดบวก

7. การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (Judgment and Decision Making) ในยุคหน้าข้อมูลข่าวสารจะมีเพิ่มมากขึ้น (Big Data) ดังนั้น การมีวิจารณญาณจึงเป็นการไตร่ตรองอย่างละเอียด รอบคอบด้วยเหตุด้วยผลก่อนตัดสินใจ

8. แนวคิดมุ่งเน้นการบริการ (Service Orientation) เป็นการคิดที่เน้นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการ โดยมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลาย Gen ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความสะดวก ปลอดภัย และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้

9. การเจรจาต่อรอง (Negotiation) เพื่อบรรลุการลดข้อขัดแย้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ เนื่องจากการเจรจาต่อรองนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยศาสตร์คือ การที่แม่นในหลักวิชาการ ส่วนศิลป์คือ ศิลปะของแต่ละบุคคลในการดำเนินการพูดคุยใช้ในงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

10. ความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility) หรือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้โดยไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ส่วนใหญ่ผู้บริหารมักจะยึดติดมากกว่ายืดหยุ่นต่อการปรับตัวกับการทำงาน ดังนั้น การลดกฏเกณฑ์ ยกเลิกความเป็นตัวตนลง และเปิดใจรับวิธีการทำงานใหม่ ๆ

นี่คือโจทย์ที่ท้าทายธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอนาคตยุค 4.0. ที่ผู้ประกอบการจะต้องหันมามองว่า ควรจะพัฒนาทักษะบุคลากรโลจิสติกส์และซัพพลายเชนด้านใด จะวางระบบเทคโนโลยีลักษณะใดที่จะให้มนุษย์สามารถทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระบบการทำงาน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค การแก้ไขปัญหาแรงงานเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งเราจะสร้างคนให้ทันต่อโลกดิจิตอลและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างไร ? ซึ่งเป็นเรื่องที่ธุรกิจจะต้องนำมาขบคิดกัน