หลังจากชาติอาเซียน เปิดประตูเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นปี 2559 การลงทุนในชาติอาเซียนก็เนื้อหอมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทราบหรือไม่ว่า การลงทุนในอาเซียนนั้น มีโอกาสมาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ด้านตลาด CLMV กลุ่มโลจิสติกส์เริ่มรุกหนักแล้ว

คุณสมเกียรติ ตั้งกิจวินิชย์ ประธานสถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดี อาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในอาเซียนมีโอกาสมาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ความเสี่ยงนั่นก็คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคในการยอมรับสินค้าในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน แม้ว่าสินค้าไทยยังเป็นที่นิยมในสายตาเพื่อนบ้าน แต่ควรต้องศึกษาตลาดแต่ละประเทศให้เข้าใจดี

ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอได้ศึกษาถึงโอกาส และความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุน 6 ประเทศอาเซียนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไว้เริ่มจาก อินโดนีเซียประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนควรมองตลาดในประเทศไม่ใช่เพื่อการส่งออก ขณะที่เดิมอินโดนีเซียได้ชื่อว่ามีข้อกฎหมายกีดกันการค้าสูงอันดับต้น ๆ แต่ปัจจุบันข้อกฎหมายถูกยกเลิกไปบ้างแล้ว โดยกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเข้าไปลงทุนคือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะผู้ประกอบการอินโดนีเซียยังผลิตได้ต่ำกว่ามาตรฐานสากล ข้อควรระวังคือ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงมากโดยเฉพาะการขนส่งข้ามเกาะ และเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง

ส่วน เวียดนามมีความได้เปรียบจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เวียดนามอียู จะมีผลบังคับใช้ 100% ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 ซึ่งจะช่วย ให้ผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนใน เวียดนามได้ประโยชน์จากข้อตกลงไปด้วย และแนะนำว่าผู้ประกอบการไทยควรเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ไม่ควรหุ้นกับหุ้นส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีการคอร์รัปชั่นสูงและยังมีต้นทุนแฝงที่ต้องคำนึง

เมียนมา แม้จะมีความไม่ชัดเจนของนโยบายแต่ปัจจุบันมีแผนการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 7 เขตใหม่ เพิ่มโอกาสธุรกิจเทรดดิ้งและ ค้าปลีก และล่าสุดรัฐบาลได้อนุญาตให้ต่างชาติทำการค้าโดยไม่มีข้อจำกัดในธุรกิจ 5 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ย เมล็ดพืช ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ ข้อแนะนำในตลาดเมียนมาต่างกับเวียดนามตรงที่ต้องมีพันธมิตรทางการค้า

ฟิลิปปินส์ เหมือนแบ่งเป็น 3 ประเทศ (เกาะลูซอน เกาะวิซายัส เกาะมินดาเนา) ดังนั้น หากสนใจจะขายสินค้าในเกาะใดเกาะหนึ่ง ควรตั้งโรงงานในเกาะนั้นเลย เนื่องจากค่าโลจิสติกส์สูงกว่าขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปฟิลิปปินส์ ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวที่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านท่องเที่ยว นักลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 6 ปี

สปป.ลาวมีความโดดเด่นในธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรร่วมทุนกับคนท้องถิ่น เนื่องจากอิทธิพลนักธุรกิจท้องถิ่นยังมีสูง ขณะที่ กัมพูชาการลงทุนการผลิตควรตั้งโรงงานที่ปอยเปต เกาะกง พนมเปญ หรือสีหนุวิลล์ เนื่องจากการเข้าถึงไฟฟ้ามีมากกว่าพื้นที่อื่น จุดเด่นคือ รัฐบาลเปิดเสรีให้นักธุรกิจต่างชาติ ถือว่าเอื้อสำหรับการเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออก แต่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี

จากการศึกษาที่ได้ ทำให้เห็นว่าโลกยุคโลกาภิวัตน์ การค้า การลงทุนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการลงทุนระหว่างอาเซียนที่มีโอกาสให้เห็นมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็นับว่ายังสูงเช่นกัน ทว่าความเสี่ยงสูงสุดคือ การไม่คิดออกไปลงทุนเลยมากกว่า

ด้าน คุณทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ของไทยมีอยู่ประมาณ 2.3 แสนราย รวมจำนวนยานยนต์ประมาณ 1 ล้านคัน โดยเป็นผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกในสหพันธ์ฯ จำนวน 1 แสนราย โดยรูปแบบการลงทุนในภาคส่วนขนส่งโลจิสติกส์จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น พบว่า มีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยบุกตลาดซี CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) แล้วประมาณ 2 หมื่นราย

สำหรับการลงทุนด้านโลจิสติกส์ของไทยรุกตลาด CLMV คาดว่าสิ้นปีนี้ การขยายธุรกิจยังประเทศเพื่อนบ้านจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ด้านการลงทุนโลจิสติกส์ ส่วนในประเทศปลายปี 2560 คาดเติบโต 10% มูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ การเติบโตของการลงทุนด้านโลจิสติกส์ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และข้อกำหนดด้านกฎหมาย ซึ่งตลาดโลจิสติกส์เป็นอุตสาหกรรมอันดับที่ 3 ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมากที่สุด สำหรับแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ มองว่าภาคส่วนโลจิสติกส์เติบโตควบคู่กับภาคส่วนการขนส่ง อุตสาหกรรมการค้า และอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นควรปรับใช้นโยบายสนับสนุนการเติบโต และเชื่อมโยงแต่ละภาคส่วนควบคู่กันไป

รูปแบบธุรกิจด้านการขนส่งโลจิสติกส์ได้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีปัจจุบัน ดังนั้นผู้ประกอบการภาคส่วนโลจิสติกส์ของไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยนำนวัตกรรมมาปรับใช้กับธุรกิจ เช่น การใช้ระบบจีพีเอสยกระดับความปลอดภัยการใช้รถและถนน เพื่อลดอุบัติเหตุ ตรวจสอบการบรรทุกน้ำหนักเกิน และบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน”