การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศไทย ทำให้ทุกอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับความเป็นพลวัตของเทคโนโลยี จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคตประเด็นเทคโนโลยีเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเห็นทิศทางและช่องทางในการปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ที่น่าสนใจมีอยู่ 4 ประเด็น ดังนี้

1. ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี (Technology Advancement) มีบทบาทในอุตสาหกรรมและธุรกิจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งด้วยความก้าวหน้า รวดเร็วและเที่ยงตรง ของเทคโนโลยีคาดว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะพลิกผันเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) บล็อกเชน (Blockchain) โดรน (Drones) อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกสิ่งที่ให้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือเทคโนโลยี (Internet of Things : IOT) หุ่นยนต์ (Robots) โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ระบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) งานบริการหลังการขาย ระบบการจัดการขนส่ง เป็นต้น เทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามามีอิทธิพลสามารถพลิกผันระบบการทำงานในโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้เกิดความไหลลื่นอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งทุกอุตสาหกรรมสามารถหาซื้อได้ด้วยราคาที่ไม่แพงและต้นทุนที่ต่ำลง

2. พลวัตความซับซ้อนการส่งมอบคุณค่า (Dynamic Value Chain) การทำงานในธุรกิจโลจิสติกส์ต้องคำนึงถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการทั้งหมดภายใต้ระบบออโตเมชั่น (Automation) และการใช้ Big Data นำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงตั้งต้นน้ำ (แหล่งวัตถุดิบ) ผ่านกระบวนการจากโรงงาน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ตัวแทนจำหน่าย ไปจนถึงปลายน้ำ (ผู้บริโภค) เช่น แหล่งวัตถุดิบมีอยู่ที่ไหน ร้านค้ามีสต๊อกสินค้าจำนวนเท่าไร ใช้ระยะเวลาเท่าใดที่จะขายหมด เพื่อที่โรงงานจะได้ผลิตสินค้าส่งไปยังร้านค้าเร็วที่สุด ร้านค้าได้รับสินค้าที่สดใหม่ จากการที่ได้รู้ถึงข้อมูลความต้องการของตลาดที่แท้จริงอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงทุกกระบวนการ อีกทั้งยังถือว่าเป็นการลดปฏิกิริยาแส้หวด (Bullwhip Effect) ที่ส่งผลกระทบทั้งกระบวนการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คือยิ่งห่างจากลูกค้ามากเท่าใด ก็ทำให้ธุรกิจต้นน้ำคาดคะเนความต้องการของลูกค้าที่อยู่ปลายน้ำได้ยากขึ้น ทำให้ต้องสั่งซื้อและกักเก็บสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากพลวัตความผันผวนความต้องการของผู้บริโภค ความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติ หรือจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่อการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอนาคต

3ความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน (Growing Sustainability) ในอดีตธุรกิจส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญทางด้านการจัดการทางการเงิน (Financial Management) มากกว่าการจัดการธุรกิจ (Business Management) เพราะว่าด้านการเงินเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดและเป็นรูปธรรมได้มากกว่า โดยจะหาแนวทางประหยัดต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการไม่ส่งเงินประกันสังคมให้ลูกจ้าง การใช้แรงงานผิดกฎหมาย ไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและชีวอนามัย หรือการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันและอนาคตของธุรกิจไม่ได้มองว่า ผลกำไรจะแสดงถึงความสำเร็จขององค์กรอีกต่อไป แต่จะตื่นตัวแสดงออกถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขององค์กรต่อบุคคลหรือสังคม จะประกอบด้วย 3 เรื่อง คือ 1.การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) 2. จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) และ 3.บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกแบบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) อาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภายในองค์กรและภายนอกตลอดทั้งเส้นซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจพึงกระทำอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจในยุคนี้ หากธุรกิจละเลยไม่พึงปฏิบัติ หายนะและอวสานก็จะเข้ามาใกล้ธุรกิจ

4. การเปลี่ยนแปลงของประชากร (Demographic Changes) จากสภาพสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์ก็คือ ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ประชากรวัยทำงานลดลง อัตราการเกิดน้อยลง และครอบครัวมีขนาดเล็กลง ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจจะต้องวางแผนธุรกิจในส่วนของแรงงานและการผลิต ซึ่งด้านแรงงานส่วนหนึ่งอาจจะต้องขยายระยะเวลาการเกษียณอายุให้ทำงานนานขึ้น ไม่ใช่เกษียณอายุ 50 ปี หรือ อายุ 55 ปี อาจต้องขยายเวลาให้ทำงานต่อไปจนถึงอายุ 60 ปี หรือในบางตำแหน่งให้เกษียณอายุได้ถึง 65 ปี ส่วนการตลาด คงจะไม่ได้จับตลาดเพียงแค่ผู้ที่สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องเตรียมวางแผนสำหรับผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุด้วย รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมผสมผสานกับเทคโนโลยีเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้

จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในธุรกิจเป็นสิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งรูปแบบในการดำเนินธุรกิจต้องตระหนักเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งภายในองค์กรและระหว่างองค์กรตลอดเส้นโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะอยู่จุดใดของโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทางเริ่มจากแหล่งวัตถุดิบ ผู้ส่งมอบ ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า ผู้ค้าปลีก หรือผู้บริโภค ต้องคำนึงถึงเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง