เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้รับเชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรื่อง “ปัจจัยที่มีเหตุและผลของความร่วมมือในโซ่อุปทานที่มีผลต่อการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทย” ซึ่งธุรกิจนำเที่ยวจะประกอบด้วย บริษัทนำเที่ยว (Tour Operator) ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว (Travel Agency) และแหล่งท่องเที่ยว (Tourist Destination)โดยมีประเด็นน่าสนใจสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ดังนี้

1. การดำเนินงานความร่วมมือ (Cooperation Operations) ซึ่งจะประกอบด้วย 3 C’s คือ Collaboration จะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชนสังคม ในการกำหนดนโยบายหรือการทำวิจัยร่วมกัน Co-Creation เป็นการร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การสร้างคุณค่าต่อผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และCluster ร่วมกันสร้างเครือข่ายในการพัฒนาส่งเสริมระบบการจัดการการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนและกำไรที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ด้วยกัน เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริษัทจัดนำเที่ยว บริษัทรถให้เช่า ชุมชน ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐ บริษัทประกัน เป็นต้น นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องเป็นพระรอง ในการเปิดทางให้ภาคเอกชนและภาคชุมชนสังคมเป็นพระเอกในการสะท้อนสภาพปัญหาต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวดังกล่าว

2. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Investment) จะเป็นการอำนวยความสะดวกด้านคมนาคม ซึ่งจะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง เช่น ระบบสาธารณูปโภค น้ำไหล ไฟสว่าง โทรศัพท์ ถนนหนทางดี มีสถานพยาบาลเบื้องต้น ยานพาหนะ มีอาหารและที่พัก ที่สำคัญคือ ห้องน้ำสะอาด ไม่ใช่นำความเจริญเข้าไปทำลายความเป็นธรรมชาติหรือลดทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวลง

3. ความร่วมมือกันในการติดต่อสื่อสาร (Collaborative Communication) ส่วนใหญ่มักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองจึงไม่ค่อยเปิดเผยการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ดังนั้น การสร้างความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจลักษณะเครือข่ายของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจระหว่างกันได้ จะสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาดในธุรกิจการท่องเที่ยวของคนไทย โดยจะทำให้เกิดแพกเกจของสินค้าและบริการที่หลากหลาย ยังช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการและการทำตลาดอีกด้วย

4. การจัดการความเสี่ยงร่วมกัน (Joint Risk Management) โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายนอกจะมีผลกระทบต่อธุรกิจนำเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม คู่แข่งขัน ภัยธรรมชาติ และการก่อการร้าย เป็นต้น ดังนั้น หากมีการประเมินความเสี่ยงร่วมกันอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จะเลือกบริษัทนำเที่ยวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) ซึ่งหากมองข้ามจะกลายเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจทันที

5. การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Sharing Resources) เป็นการกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์และพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่หมายถึงแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะครอบคลุมถึงการมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายพัฒนาการท่องเที่ยวกับท้องถิ่น การพัฒนาบุคลากร หรือใช้วิธีการเป็นพันธมิตรร่วมกันในการแลกเปลี่ยนลูกค้า

6. การตัดสินใจร่วมกัน (Joint Decision Making) โดยเข้าร่วมประชุมสัมมนาในประเด็นธุรกิจนำเที่ยว/อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นตัดสินใจร่วมกันแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน การมีมาตรฐานของธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นำเที่ยว รวมทั้งป้องกันคู่แข่งขันจากต่างประเทศในการเข้ามาทำธุรกิจแอบแฝง ทำลายระบบธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าธุรกิจนำเที่ยวได้มีการนำศาสตร์ทางด้านโลจิสติกส์มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสามารถทางการแข่งขันที่สูงกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ความคล่องตัวสูงกว่า อีกทั้งยังจะนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจบริการสมัยใหม่ที่เติบโตอย่างยั่งยืน และยังเป็นการปรับเปลี่ยนจากการเป็นธุรกิจครอบครัวไปสู่ธุรกิจที่มีการบริหารอย่างมืออาชีพ โดยสามารถอยู่รอด และก้าวสู่การแข่งขันกับธุรกิจระดับโลกได้