กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ จับมือสหพันธ์การขนส่งฯ ผุด “โครงการพัฒนาผู้ขับขี่รถบรรทุกเพื่อการประหยัดพลังงานในธุรกิจขนส่งสินค้า” เพื่อส่งเสริมเติมเต็มให้พนักงานขับรถบรรทุกมีทักษะการขับขี่ประหยัดพลังงาน ช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานภาคขนส่ง หนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งสินค้าลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน

คุณยงยุทธ สวัสดิสวนีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จับมือกับสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จัด “โครงการพัฒนาผู้ขับขี่รถบรรทุกเพื่อการประหยัดพลังงานในธุรกิจขนส่งสินค้า” เพื่อส่งเสริมเติมเต็มให้พนักงานขับรถบรรทุกมีทักษะการขับขี่ประหยัดพลังงาน ช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานภาคขนส่ง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งสินค้าลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน

การขนส่งสินค้าทางถนนเป็นภาคการขนส่งที่มีความนิยมมากที่สุด และเมื่อกล่าวถึงผู้มีบทบาทสำคัญในการขนส่งทางถนนก็คงหนีไม่พ้นพนักงานขับรถบรรทุก ที่ต้องมีทักษะการขับขี่ที่ดีนอกจากก่อให้เกิดความปลอดภัยแล้ว ยังถือเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดการลดใช้เชื้อเพลิงในรถบรรทุกขนส่งสินค้าลงได้”

อย่างไรก็ดี ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน พ..2558-2579 ของประเทศไทย ต้องการลดค่าเข้มข้นการใช้พลังงานของประเทศลงร้อยละ 30 ในปี 2579 เมื่อเทียบปี 2553 ภาคขนส่งมีสัดส่วนการใช้พลังงานมากที่สุดถึงร้อยละ 37.8 ของรูปแบบการขนส่งทั้งหมด ดังนั้น ตามแผนฯ ดังกล่าว จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพหนักงานขับรถบรรทุกให้มีทักษะการขับขี่ประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับวิชาชีพให้ได้มาตรฐานและให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

ด้วยบทบาทและความรับผิดของกรมฯ ที่กำกับดูแลเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ขณะที่สหพันธ์การขนส่งฯ เป็นองค์กรเอกชนที่เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการขนส่งทางถนนทุกภูมิภาคของประเทศ และยังมีนโยบายมุ่งเน้นพัฒนาและยกระดับความปลอดภัย การประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมของธุรกิจขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการพัฒนาพนักงานขับรถบรรทุกให้ได้มาตรฐาน ความร่วมมือภายใต้โครงการฯ นี้ จึงเป็นการผนวกความร่วมมือทั้งสองหน่วยงานที่ต่างมุ่งหวังให้สอดรับในเรื่องเดียวกัน

คุณยงยุทธ์ เปิดเผยอีกว่า โครงการนี้ฯ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพพนักงานขับรถขนส่งเป็นหลัก ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงการประหยัดต้นทุนการขนส่งที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ขับขี่เพื่อการประหยัดพลังงาน โดยจะครอบคลุมถึงกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านขนส่ง กลุ่มผู้ขับขี่รถบรรทุก กลุ่มอาชีพอื่นที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ กลุ่มผู้กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านการขับขี่รถยนต์เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งาน หรือเข้าสู่อาชีพพนักงานขับรถ

รูปแบบการฝึกอบรมสามารถจัดขึ้นได้ในหลายสถานที่ภาคเอกชนที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาผู้ขับขี่รถบรรรทุกไม่น้อยกว่า 5,000 คน ให้มีทักษะที่ดีในการขับรถให้เกิดการประหยัดพลังงานในรถบรรทุก 5 ประเภท ได้แก่ รถบรรทุก 10 ล้อ รถบรรทุกพ่วง รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ รถบรรทุกควบคุมอุณหภูมิ และรถบรรทุกวัตถุอันตราย นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นวิทยากรสอนขับรถแบบประหยัดพลังงานอีกด้วย”

ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมฯ ตั้งเป้าหมายที่จะฝีกอบรมวิทยากรให้มีความเชี่ยวชาญการขับรถบรรทุกประหยัดพลังงานไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้กับผู้เข้ารับการอบรมในโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 5,000 คน คาดว่าจะส่งผลดีและเกิดการประหยัดพลังงานได้ 8 Ktoe/ปี คิดเป็นปริมาณน้ำมันดีเซล 9.2 ล้านลิตร/ปี ประหยัดเงินกว่า 248 ล้าน/ปี และลดการปล่อย CO2 ได้ 50 ล้านกิโลกรัม/ปี ในปีงบประมาณต่อไปกรมฯ มีแผนฝึกอบรมผู้ขับขี่รถบรรทุกให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะขยายการฝึกอบรมในสถานประกอกอบการภาคอุตสาหกรรมที่มีรถบรรทุกเป็นของตนเองอีกด้วย

ด้าน ดร.ชุมพล สายเชื้อ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาการขาดแคลนคนขับรถบรรทุก ตลอดถึงปัญหาคนขับรถบรรทุกมีศักยภาพและคุณสมบัติต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นปัญหาที่หมักหมมมานานและหลายหน่วยรวมถึงสหพันธ์การขนส่งฯ ก็ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ เมื่อกรมฯ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านการประหยัดพลังงาน ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และให้การสนับสนุนด้านงบประมาณจัดโครงการนี้ขึ้น ตลอดจนให้ความเชื่อมั่นกับสหพันธ์การขนส่งฯ ได้มีส่วนร่วมต่อการขับเคลื่อนโครงการนี้

โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนต.. 2560 ตามปีงบประมาณ 2561 โดยจะมี 4 ขั้นตอนหลักของการขับเคลื่อน ประกอบด้วยขั้นตอนแรก คือการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม โดยจะมีการจัดทำร่างหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพผู้ปฏิบัติการควบคุมรถบรรทุก ที่เกิดจากการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพขับรถบรรทุก ทั้งนี้ เพื่อมีความสมบูรณ์มากที่สุด ขั้นตอนที่ 2 เป็นขั้นตอนการพัฒนาชุดฝึกอบรมและเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ ส่วนขั้นตอนที่ 3 เป็นขั้นตอนการฝึกอบรมวิทยาการและผู้ขับขี่รถบรรทุก และขั้นตอนสุดท้ายเป็นการประเมินผลหลังการฝึกอบรม”

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นการผนวกความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ต่างเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของคนขับรถบรรทุก ช่วยส่งเสริมและเติมเต็มทักษะการขับขี่รถบรรทุกให้เกิดการประหยัดเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรุยทางสู่การลดต้นทุนการขนส่งสินค้าได้อย่างตรงจุดและเกิดความยั่งยืนต่อไป