ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้นทุกวัน หลายธุรกิจได้นำความก้าวล้ำในทุก ๆ ด้าน ไปสานต่อและพัฒนาต่อยอดให้กับองค์กร จนบางองค์กรสร้างความตกตะลึงให้กับชาวโลก เช่นเดียวกับวงการรถบรรทุก ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่หยุดไม่หย่อน ด้วยการเปิดตัวรถบรรทุกสุดล้ำ ที่มาพร้อมกับความประหยัดพลังงาน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โดยค่ายรถส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าไปในทิศทางที่จะให้รถบรรทุกขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เพื่อความประหยัดในเรื่องต้นทุน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และหลายค่ายก็เตรียมที่จะผลิตและเปิดขายในเร็ววันนี้

Tesla Semi รถบรรทุกไฟฟ้าสมรรถนะสูง

เริ่มกันที่ Tesla Semi Truck ที่ได้เปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าคันแรก โดย “Elon Musk” ประธานบริหารบริษัท Tesla จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดตัว Semi รถบรรทุกไฟฟ้า วิ่งได้ 800 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาพร้อมมอเตอร์ Model 3 จำนวน 4 ตัว มีอัตราเร่ง 0 – 60 ไมล์ หรือ 0 – 100 กิโลเมตรต่อชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที หากต่อพ่วงตู้บรรทุกของหนัก 80,000 ปอนด์ (36 ตันโดยประมาณ) ก็เร่งได้ภายใน 20 วินาที และดีไซต์แบบล้ำยุค ออกแบบเหมือนหัวกระสุน

ภายในห้องคนขับ Tesla Semi มีพื้นที่กว้างขวาง คนขับสามารถยืนในนี้ได้เลย ตรงคอนโซลรถมีหน้าจอควบคุมและบอกสถานะตัวรถแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 2 จอ และพวงมาลัยตรงกลางเป็นที่นั่งเดียว ตัวกระจกกันกระแทกอย่างดีรอบด้าน มาพร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autopilot) รุ่นปรับปรุงใหม่ด้วย
สำหรับราคา Tesla Semi ยังไม่เผย แต่เปิดให้สั่งจองแล้ว โดยมีค่ามัดจำที่ 5,000 เหรียญฯ หรือประมาณ 164,000 บาท ส่วนตัวรถจะเริ่มผลิตในปี 2562

Volkswagen เปิดตัวรถบรรทุก e-Delivery

ด้าน “โฟล์คสวาเกน” เปิดตัวนวัตกรรมรถบรรทุกรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อรุ่น ‘e-Delivery’ ซึ่งได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นโดยโฟล์คสวาเก้น Caminhoes e Onibus ประเทศบราซิล ในงาน Truck & Bus Innovation Day 2017 ที่ผ่านมา เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจในภาคขนส่ง ซึ่งปัจจุบันต้องการยานยนต์ที่ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน และลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

e-Delivery ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนทำหน้าที่เป็นตัวเก็บและจ่ายกระแสไฟ ให้กำลังสูงสุดถึง 109 แรงม้า มีระยะการขับได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร โดยรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่นแรกที่พัฒนาในประเทศบราซิลนี้ มีการติดตั้งระบบ Regenerative Braking โดยขณะที่มีการเบรก มอเตอร์จะเปลี่ยนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและส่งกระแสไฟป้อนกลับไปยังแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

โฟล์คสวาเกนมีแผนเตรียมนำ E-Delivery ทดสอบในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ช่วงปีหน้า ก่อนเข้าสู่ไลน์การผลิตเพื่อจำหน่าย และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าจะได้เห็นรถบรรทุกรุ่นใหม่นี้วิ่งบนถนนในปี 2563

E-FUSO Vision One รถบรรทุกไฟฟ้าแห่งอนาคต

ด้าน “Mitsubishi Fuso Truck and Bus Corporation (MFTBC)” ภายใต้ Daimler Trucks เปิดตัวคอนเซปต์รถบรรทุกไฟฟ้าล้วนคันใหม่ภายใต้แบรนด์ FUSO ที่งาน Tokyo Motor Show ในชื่อว่า E-FUSO Vision One และยังเป็นการเปิดตัวแบรนด์ E-FUSO ซึ่งเป็นแบรนด์รถบรรทุกและรถบัสไฟฟ้าแยกจากแบรนด์หลักครั้งแรก และในอนาคตรถไฟฟ้าล้วนจะใช้แบรนด์ใหม่นี้

Mitsubishi E-FUSO Vision One จะเป็นรถบรรทุกขนาดหนัก (heavy-duty truck) ซึ่งต่างกับรุ่นก่อนหน้า FUSO eCanter ที่เป็นรถบรรทุกขนาดเบา โดย E-FUSO Vision One มีน้ำหนักรวมทั้งคัน 23 ตัน สามารถขนของได้หนักสุดถึง 11 ตัน ในตัวมีแบตเตอรี่ 300 กิโลวัตต์–ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ 350 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยรถยนต์ E-FUSO Vision One น่าจะเริ่มพัฒนาให้ใช้งานได้จริงในอีก 4 ปีข้างหน้าในตลาดอย่างประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา

Mr.Marc Llistosella ประธานและซีอีโอของ Mitsubishi Fuso Truck and Bus Corporation และหัวหน้า Daimler Trucks Asia กล่าวว่า E-Fuso Vision One คือรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความเหมาะสมกับอนาคตข้างหน้า และบริษัทฯ ยังเน้นย้ำที่จะมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดรถพลังงานไฟฟ้ากับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท

สำหรับการสร้างต้นแบบครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ Mitsubishi Fuso สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้บรรทุกหนัก นอกจากนี้ บริษัทฯ จะย้ายยานพาหนะเชิงพาณิชย์ทั้งหมดออกไปจากเทคโนโลยี และเครื่องยนต์แบบเดิม และต่อไปในอนาคตจะเน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การปรับปรุงยานพาหนะไฟฟ้าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้ และฮาร์ดแวร์แบตเตอรี่ที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าช่วงต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นเมื่อต้นทุนลดลง โดย E-Fuso Vision One มีน้ำหนัก 23 ตันและสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 11 ตัน สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ไม่เกิน 200 ไมล์ในการชาร์จครั้งเดียว หรือประมาณ 350 กม. ซึ่งมีความจุแบตเตอรี่ 300kWh/ชม. อย่างไรก็ตาม รถบรรทุกไฟฟ้ารุ่นี้ยังเหมาะสำหรับการวิ่งในเส้นทางที่จะกระจายสินค้าระหว่างเมืองและภายในภูมิภาคเดียวกันของประเทศด้วย ทั้งนี้ Mitsubishi Fuso เชื่อว่าผู้ซื้อในยุโรปอาจจะได้รับมอบรถใหม่นี้ประมาณปี 2564”

The Nikola One รถบรรทุกพลังไฟฟ้าสุดไฮเทค

ด้าน “The Nikola One” บริษัทผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าและรถบรรทุกกึ่งพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐฯ เปิดตัวรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจน ชื่อว่า เดอะ นิโคลา วัน (The Nikola One) โดยทางบริษัทฯ กล่าวว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวสามารถเดินทางได้ 1 พัน 2 ร้อยไมล์ หรือกว่า 1 พัน 9 ร้อยไมล์ต่อการเติมเชื้อเพลิง 1 ครั้ง ระบบการทำงานของรถบรรทุกคันนี้ คือจะใช้พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งจะใช้ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าที่ทำงานกับแบตเตอรี่ลิเธียม

นอกจากนี้ รถบรรทุกคันดังกล่าวจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทค เช่น มีกล้อง 12 ตัวติดอยู่รอบตัวรถ เพื่อเป็นผู้ช่วยให้การหลีกเลี่ยงการชนกับรถคันอื่น ๆ รวมถึงจะมีแอปเปิลทีวี และอินเตอร์เน็ต WI-FIด้วย โดยขณะนี้สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้แล้วผ่านทางเว็บไซต์ของนิโคลา และคาดว่าทางบริษัทฯ จะจัดส่งรถบรรทุกให้ภายใน 3-4 ปี

โดยความนิยมในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ก้าวเข้าไปถึงรถเพื่อการพาณิชย์ เมื่อมี นิโคล่า มอเตอร์ Nikola Motors พัฒนารถหัวลากขนาดใหญ่ นิโคล่า วัน Nikola One โดยใช้ระบบไฮบริด และแบตเตอรี่ไฟฟ้า ขับมอเตอร์ ได้กำลัง 2000 แรงม้า สามารถเดินทางได้ 1,900 กม. โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะใด ๆ

นิโคล่า มอเตอร์ วางแผนจะแนะนำออกสู่ตลาด รถเพื่อการพาณิชย์ 2 แบบ ในปี 2561นี้ แบบแรกเป็นรถบักกี้ ออฟโรด ไฟฟ้า แบบที่สองเป็นรถหัวลากขนาดใหญ่ เครื่องยนต์พลังงานก๊าซธรรมชาติ ซีเอ็นจี ผลิตไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ใช้แบตเตอรี่ขับมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 1,000 แรงม้า 2 ตัว ทำงานส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อทั้ง 6 ที่ให้แรงบิดมหาศาล ทั้งยังสามารถสร้างพลังงานจลน์ที่เกิดจากการเบรค ป้อนกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ และทำให้สามารถลดระยะเบรค เมื่อเทียบกับรถหัวลากดีเซลปกติได้ถึง 50%

ไม่เพียงความแตกต่างเพียงเท่านี้ แต่อัตราการใช้เชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ไฮบริด สิ้นเปลืองราว 15 ไมล์/แกลลอน เมื่อเทียบกับรถหัวลากส่วนใหญ่ที่สิ้นเปลืองเพียง 5 ไมล์/แกลลอน ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการสมนาคุณสำหรับลูกค้า 5,000 รายแรก ที่สั่งจอง รถหัวลาก นิโคล่า วัน จะได้รับก๊าซธรรมชาติ ซีเอ็นจี เพื่อการเดินทางฟรี 1 ล้านไมล์ แรก ทั้งนี้เพราะ นิโคล่า มีสถานีบริการก๊าซธรรมชาติให้บริการอยู่แล้ว สามารถควบคุมราคาก๊าซและความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิงได้อย่างดี ในอเมริกา

นอกจากนี้ เพื่อความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ นิโคล่า จะรับผิดชอบการบำรุงรักษาและให้บริการ สำหรับผู้ที่เช่าใช้ ฟรี รวมทั้งจัดหารถคันใหม่ภายใน 72 เดือน หรือ 1,000,000 ไมล์ ฟรี แล้วแต่ระยะไหนถึงก่อน
ด้วยพละกำลังของ นิโคล่า วัน จากการที่จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำกว่ารถหัวลากปกติ ทำให้ได้ทัศนวิสัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ และแรงบิดมหาศาลที่ได้จากมอเตอร์ไฟฟ้า ก็เป็นประกันได้ว่า สามารถมีพลังลากจูงในเส้นทางบนภูเขาได้อย่างสบาย พร้อมจอหน้าปัดทัชสกรีนขนาด 15 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ ควบคุมการทำงานเกือบทั้งหมดของยานยนต์ สะดวกสบายในการใช้งาน แม้ว่าจะยังไม่มีกำหนดวางตลาด แต่ นิโคล่า ก็เปิดรับจอง นิโคล่า วัน แล้ว

S-series สแกนเนียโฉมใหม่ในยุโรป

ด้าน “สแกนเนีย” ถือเป็นรถบรรทุกที่ดี กลุ่มขนส่งนิยมใช้เป็นอย่างมากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาใช้ทำการขนส่งระยะไกล และขนส่งในรูปแบบการใช้งานที่หนักตามหลักเกณฑ์ของผู้รับเหมาที่ถูกบังคับที่ต้องการส่งสินค้าให้ตรงเวลา สินค้าห้ามเสียหาย และต้องเป็นรถยุโรปเท่านั้น

แน่นอนว่า เราคงคุ้นเคยในรุถบรรทุกสแกนเนียในซีรี่ส์ต่าง ๆ โดยเริ่มจาก P-series , G-Series , R-series และสุดท้ายคือ V8-series อันนี้คือที่จำหน่ายอยู่ทั่วโลก แต่เมื่อไม่นานนี้มีการเปิดตัวรถบรรทุกสแกนเนียรุ่นใหม่ “S-series” ซึ่งเป็นดีเอ็นเอใหม่เลยก็ว่าได้ โดยถูกพัฒนาให้มีศักยภาพด้านขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเครื่องยนต์ที่สามารถควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงและประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นซึ่งได้รับการทดสอบสมรรถนะแล้ว

โดยการทดสอบนี้เป็นการทดสอบระดับสูงในรถบรรทุก ที่มีชื่อ 1,000 Point Test การทดสอบสมรรถนะรายการใหญ่ระดับยุโรป ซึ่งจะถูกทดสอบถึง 1,000 จุด ซึ่ง Scania S-series ก็สามารถทำได้อย่างประทับใจด้วยการคว้าชัยในครั้งนี้ โดยรูปลักษณ์ภายนอกของ S-serie ดูดุดันกว่าในรุ่นอื่น ๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการดีไซน์กระจังหน้าที่มีช่องรับแรงประทะกับลมดูการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์เป็นหลักให้ลดแรงปะทะในการขับมากขึ้นเพื่อให้รถบรรทุกสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสทิธิภาพมากขึ้น ไฟหน้ามีการเพิ่มเติมขึ้นกว่าโฉมที่ผ่านมา จึงอาจจะทำให้ดูแปลกตาไปบ้าง แต่มีความลงตัวสูงทีเดียวเพราะรูปลักษณ์ดูดุดัน แข็งแกร่ง

ในรุ่น S-series จะมีหัวเก๋งให้เลือกด้วยกันสองแบบคือ สลีปเปอร์ แบบธรรมดา และแบบไฮไลน์ เท่านั้น ก็แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกใช้งานกันตามความเหมาะสมถ้าจะเลือกใช้งานแบบรถบรรทุกที่วิ่งไม่ไกลก็สามารถเลือกใช้แบบธรรมดาก็ได้แต่ถ้าระยะทางไกล ๆ เน้นพักผ่อนก็สามารถเลือกแบบไฮไลน์จะเหมาะสมกว่า
เครื่องยนต์ ถือว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนซึ่งในรุ่น S-series นั้นจะมีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาดคือ เครื่องยนต์ขนาด 13 ลิตร และ 16 ลิตร ทั้ง 2 ขนาดเป็นเครื่องยนต์ยูโร 6 ซึ่งได้พัฒนาไปไกลโขเลยทีเดียว ในประเทศไทยยังใช้แค่ยูโร 3 กันส่วนมาก โดยในเครื่องยนต์ 13 ลิตร จะมีกำลังตั้งแต่ 410 , 450 , 500 แรงม้า ในส่วนของเครื่องยนต์ขนาด 16 ลิตร จะมีให้เลือกตั้งแต่ 520 ,580 ,730 แรงม้า

สำหรับการทดสอบเครื่องยนต์นั้น รายละเอียดที่มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสแกนเนียนี้ยังมีข้อมูลที่ถูกเปิดเผยว่าสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นถึง 5% ซึ่งเป็นใบเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเอกสารที่ถูกเผยแพร่ให้นักข่าวอีกด้วย ซึ่งทางสแกนเนียได้เล็งเห็นเรื่องการลดต้นทุนค่าขนส่งจึงได้พัฒนาขึ้นเพื่อจะให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มรายได้จากจุดนี้อีกด้วย

รถบรรทุกหรู Mercedes Benz แนวคิดแห่งอนาคต

ขณะที่ “Mercedes Benz” ได้มีนักออกแบบชาวเกาหลี “Muyeon Cho” ได้วาดลวดลายไว้ให้โลกเห็นว่า รถบรรทุกหรู Mercedes Benz แนวคิดแห่งอนาคตคันนี้ ได้วางไว้ว่าสามารถเดินทางบนทางหลวงระหว่างประเทศได้ ว่ากันว่า จะสามารถวิ่งได้ถึง 5,000 กม.ในแต่ละครั้งด้วย

สำหรับการออกแบบรถบรรทุกสุดหรู “Mercedes Benz” คันนี้ แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ 1.พื้นที่ขับขี่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ เบาะนั่งสะดวกสบาย รวมทั้งมีสมรรถนะการขับขี่รวมอยู่ในการออกแบบด้วย ทั้งนี้ยังมีพื้นที่ไว้ให้พักผ่อน 2.พื้นที่ส่วนที่เหลือ สามารถบรรทุกได้ตามกฎหมายกำหนด มิดชิด ไม่รบกวนคนอื่นที่ร่วมใช้รถใช้ถนน และ3.แชสซีส์ แข็งแกร่ง เหมาะแก่การบรรทุก สามารถทำงานเป็นระยะเวลา 5,000 กิโลเมตรได้ในแต่ละครั้ง