ด้วยมลภาวะเป็นพิษที่ทวีคูณขึ้นทุกวัน ส่งผลกระทบโดยตรงให้โลกร้อนขึ้น พลังงานทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่นักคิดค้นกำลังจะเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้ชาวโลกได้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น “พลังงานไฟฟ้า” ถือเป็นอันดับต้น ๆ ที่นักคิดค้นนำมาพัฒนา และผลักดันให้นำมาใช้กับรถโดยสารขนส่งผู้คน

แน่นอนว่า รถยนต์ค่ายดังจากทั้งฟากยุโรป และอเมริกา พากันทุ่มทุนพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า นอกจากเป็นการแข่งขันตามเทรนด์ที่เชื่อว่าในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า จำนวนรถพลังงานไฟฟ้าจะมีตัวเลขใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซพิษสร้างมลภาวะในอากาศตามความร่วมมือการลดภาวะโลกร้อนอย่างข้อตกลงปารีส

หลายประเทศตั้งเข็มนาฬิกาอนาคตไว้ที่ปี 2030 เพื่อประกาศจุดยืนใช้รถพลังงานไฟฟ้าเต็มตัว อาทิ เยอรมนี ที่ถือเป็นประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ รัฐบาลได้แสดงจุดยืนว่าจะแบนรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงภายในปี 2030 หรืออีกใน 13 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับอินเดีย ประเทศที่ติดเบอร์ต้นปัญหามลภาวะระดับวิกฤตในเมืองหลวง โดยหลังจากนายกรัฐมนตรีอินเดียเข้าร่วมในข้อตกลงปารีสก็มีการประกาศยึดหมุดหมายการใช้รถไฟฟ้าแบบเต็มตัวในปี 2030 เช่นกัน และล่าสุด สหราชอาณาจักร เตรียมสั่งห้ามใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลง ตั้งแต่ปี 2040 เป็นต้นไปตามแนวทางเดียวกับฝรั่งเศสิ เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่กำลังจะเร่งผลัดเปลี่ยนรถโดยสารให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

ล็อกซ์เลย์ นำเข้ารถไฟฟ้ารายแรก

เมื่อต้นปี 2558 ที่ผ่านมา ทาง บริษัท ล็อกซ์เลย์ จำกัด (มหาชน) จัดการทดสอบรถโดยสารขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ายี่ห้อ BYD เป็นรายแรก โดยได้ร่วมมือกับทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ทอลองวิ่งในเส้นทางรถเมล์ ตามนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งนำรถใช้พลังงานไฟฟ้า มาใช้แทนรถที่ใช้น้ำมันดีเซล เพื่อลดการใช้พลังงานที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ

สำหรับรถโดยสารไฟฟ้า ยี่ห้อ BYD รุ่น K9 เป็นรถโดยสารชานต่ำขนาดความยาวถึง 12 เมตร 29 ที่นั่ง พร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 180 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 250 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Fe มีความจุขนาด 324 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาในการประจุไฟฟ้าประมาณ 5 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากกว่า 250 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้ง ทำให้มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยราว 1.2 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลเมตร หรือประมาณ 4 บาทต่อกิโลเมตร และให้ความเร็วสูงสุดที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แต่สุดท้ายก็เงียบหายไป เพราะไร้ความชัดเจน และแรงสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องภาษี และไม่มีผู้ประกอบการรถโดยสารรายใดยอมควักเงินจำนวนมากในการลงทุนซื้อรถในราคาที่แพงมหาโหดถึงคันละ 12 ล้านบาท

รถเมล์ไฮบริดฮีโน่ ความหวังพลังงานทางเลือก

ระหว่างวันที่ 1 .. 2560 – 28 ..2561 ขสมก.ได้ร่วมกับ บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำรถโดยสารแบบดีเซลและไฟฟ้า หรือไฮบริด (HINO HYBRID) จำนวน 1 คันของ ฮีโน่มาทำการขอทดลองวิ่งในเส้นทางเดินรถของขสมก. จำนวนรวม 10 สายทาง ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และสมุทรปราการ

โดยรถไฮบริดของฮีโน่ที่นำมาทดลองวิ่งครั้งนี้ถือเป็นการทดลองวิ่งเป็นครั้งที่ 2 จากเคยนำมาทดลองวิ่งครั้งแรกแล้วเมื่อปี 2559 ในช่วงเดือนมิ..-.. 2559 ซึ่งรถที่นำมาวิ่งในครั้งนี้เป็นรถที่ทางฮีโน่ ได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามข้อเสนอแนะของผู้โดยสารและหน่วยอื่น ๆ แล้ว จึงต้องการนำมาทดลองวิ่งอีกครั้งเพื่อนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปใช้ในพัฒนาต่อยอดในการผลิตรถต่อไป ขณะที่ ขสมก.เองก็ต้องการเก็บข้อมูลประเภทรถเมล์ไฮบริดว่า มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์ ตามโครงการจัดหารถเมล์ใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

สำหรับรถไฮบริดคันดังกล่าว เป็นรถที่ใช้เชื้อเพลิง2 ระบบคือ ดีเซลและไฟฟ้า มีความทันสมัย สะดวกสบายมีทางลาด (ramp) สำหรับรถเข็นวิลแชร์ มีป้ายไฟข้างประตูหน้าบอกหมายเลขสายรถ และยังเป็นตัววิ่งบอกชื่อเส้นทางด้วย มีประตูฉุกเฉิน อยู่บริเวณกลางรถ มีกล้อง CCTV 4 จุด และเหนือประตู ยังมีปุ่มฉุกเฉินด้วย

TEV รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัท ไทยยานยนต์ไฟฟ้า จำกัด หรือ TEV จับมือ กลุ่มโฟตอน ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน คุณสมบูรณ์ ทิพยรังสฤษฏ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยานยนต์ไฟฟ้า จำกัด หรือ TEV กล่าวว่า ในอนาคตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อลดปัญหามลภาวะ และส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเอง ดังนั้น ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุนกว่า 40 ราย จึงรวมตัวกันก่อตั้งบริษัท ไทยยานยนต์ไฟฟ้า จำกัด หรือ TEV และล่าสุดได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท โฟตอน ออโตโมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนในแบรนด์โฟตอน

ทั้งนี้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดผู้ผลิตและผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจีนมีการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โอกาสนี้นับเป็นการเปิดตัวบริษัท TEVอย่างเป็นทางการ โดยเบื้องต้นโฟตอนจะผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในส่วนที่ TEV ยังผลิตเองไม่ได้ แต่ในอนาคตจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ระหว่าง Foton และ TEV ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตชิ้นส่วนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการในไทยที่รวมตัวกันจัดตั้ง TEV พร้อมทั้งคาดว่าต่อไปไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน 

สำหรับ TEV ผู้ออกแบบและนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีแผนจะผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า โดยเริ่มจากรถบัสไฟฟ้าขนาดใหญ่ กลางและเล็กตามลำดับ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งระยะเริ่มแรกมีรถต้นแบบให้เลือก 3 ขนาด คือ รถบัสยาว 6.5 เมตร 10.5 เมตร และ 12 เมตร มีให้เลือก 2 ระบบ คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว และรถปลั๊กอิน ไฮบริด

ปตท.เปิดตัวรถโดยสารไฟฟ้า 100%

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน การผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่จัดหาได้เองในประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่กระทรวงพลังงานมุ่งมั่นดำเนินการให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยกระทรวงพลังงานมีแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ให้เกิดการใช้งานจริงด้วยแผนการดำเนินการ 3 ระยะ ซึ่ง พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการตามแผนงานระยะที่ 1 ซึ่งเน้นการนำร่องการใช้งานในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ และจะขยายผลไปสู่การมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงระบบการจัดการต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในที่สุด

คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าต้นแบบ ที่เกิดขึ้นจาก องค์ความรู้ของ กลุ่ม ปตท. ผลิตขึ้นใหม่ในไทย เป็นไปตามข้อกำหนด พระราชบัญญัติ และประกาศต่าง ๆ ด้านการจราจรของหน่วยงานภาครัฐที่มีการประกาศใช้ในประเทศ มีขนาดเทียบเท่ารถมินิบัส โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3 คัน ประกอบด้วย รถโดยสารทั่วไป 2 คัน และรถที่มีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษรองรับผู้พิการ 1 คัน แต่ละคันสามารถรองรับผู้โดยสารนั่งได้จำนวน 20 คน ผู้โดยสารยืนจำนวน 20 คน รวม 40 คน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบปรับอากาศภายในตัวรถ กักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอร์รี่ลิเธียมขนาด 35.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สำหรับรถโดยสารทั่วไป และ ขนาด 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)

สำหรับรถที่มีอุปกรณ์พิเศษเพื่อผู้พิการ ใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็ว 20 นาที และแบบปกติ 2 ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร และ 60–100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทของแบตเตอร์รี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งได้มีการติดตั้งจุดชาร์จ ณ อาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับส่งพนักงานในกลุ่ม ปตท. ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และประชาชนที่มาติดต่องาน เพื่อทดแทนการใช้รถโดยสารแบบเดิม โดย พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส จะวิ่งในเส้นทางอาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS/ MRT หมอชิต/ จตุจักร อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ปตท. ได้เปิดตัวสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้แก่ จุดชาร์จ ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. .วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT .ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า

Proterra อวดโฉมรถบัสไฟฟ้าวิ่งไกล 1,760 กม.

Proterra ได้ระดมเงินทุนจากภาคเอกชนมากกว่า $130 ล้านมาในปี 2011 โดยได้บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์อย่างGeneral Motors มาช่วยในการตั้งต้นธุรกิจประเภทนี้ ซึ่ง GM ลงทุนไป $30 ล้าน และตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาในปี 2004 ผู้ผลิต และออกแบบยานพาหนะขนส่งที่มีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์หรือรถพลังงานไฟฟ้า โดยการลงทุนดังกล่าวทำให้รถบัสพลังงานไฟฟ้าอย่าง Proterra EcoRide BE-35 ซึ่งเป็นรุ่นแรกของบริษัทถูกผลิตออกมา โดยสามารถชาร์จไฟ 80% ในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น แต่วิ่งได้ระยะทางเพียง 40 ไมล์ (64กิโลเมตรแต่ตอนนี้รถบัสพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Proterra ที่สามารถวิ่งได้ระยะไกลมากขึ้นถูกผลิตออกมาแล้ว

ทั้งนี้ ทาง Proterra ประกาศว่า รถบัสพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Proterra Catalyst E2 Max สามารถวิ่งทำระยะทางได้ 1,101 ไมล์ (1,762 กม.) นอกจากนี้ มีรายงานว่าตัวเลขดังกล่าวดีพอที่จะถูกบันทึกเป็นสถิติโลก สำหรับการเป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่สามารถวิ่งทำระยะได้ไกลที่สุดโดยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

หัวหน้าฝ่ายโฆษณากล่าว่า “รถบัสพลังงานไฟฟ้าของเราได้ทำลายสถิติในเรื่องระยะทาง โดยสถิติเดิมอยู่ที่1,013 ไมล์ (1,620 กม.) และความสำเร็จในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการออกแบบรถบัสพลังงานไฟฟ้าของProterra ด้วยแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานสูง และระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ”

เมื่อนำไปเทียบกับ Chevrolet Bolt มีระยะวิ่งที่ 238 ไมล์ (383 กม.) และ Tesla Model S 100D มีระยะวิ่งที่335 ไมล์ (536 กม.) จะเห็นได้ว่าระยะทางที่ Proterra Catalyst E2 Max ทำได้นั้นห่างกันราว 3-4 เท่า แต่อาจเป็นเพราะแบตเตอรี่ขนาด 660 กิโลวัตต์ที่ทำให้รถบัสพลังงานไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลขนาดนั้น

Proterra Catalyst E2 Max มี 40 ที่นั่ง ความเร็วสูงสุด 65 ไมล์/ชม. (104 กม./ชม.) ชาร์จไฟใช้เวลาน้อยกว่าชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั่วไปอาจจะเป็นปัญหาต่อการใช้งานอยู่บ้างหากใช้เวลาชาร์จเหมือนรถบัสคันพลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ เพราะรถบัสพลังงานไฟฟ้าสามารถจอดชาร์จไฟได้ข้ามคืน หรือจะจอดชาร์จระหว่างรอรับส่งผู้โดยสาร และระยะทางที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 1,100 ไมล์ (1,760 กิโลเมตรยังหลีกเลี่ยงปัญหาการชาร์จไฟฟ้าในเวลากลางวันได้อีก

Toyota โชว์ล้ำต้นแบบรถโดยสาร “Sora”

การพัฒนารถต้นแบบ Sora จากวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้าง “สัญลักษณ์เมืองที่ยั่งยืน” จากความคิดหลัก 2 ประการ คือ การใช้ลักษณะเฉพาะของเครื่องยนต์เซลล์เชื้อเพลิงให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารที่ใช้รถประจำทาง พร้อมกันนี้ Sora ติดตั้งสุดยอดระบบจ่ายพลังงานภายนอกที่สามารถจ่ายไฟฟ้ากำลังการผลิตสูงสุด 9 kw และจ่ายกระแสไฟฟ้า 235 kWh ทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานฉุกเฉินได้ในกรณีเกิดภัยพิบัติ

เรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยรอบรถ เพราะจะมีกล้องความละเอียดสูงติดไว้รวม 8 ตัวทั้งด้านในและด้านนอกรถ เพื่อตรวจจับคนเดินถนนและจักรยานตามจุดบอดต่าง ๆ รอบคัน เพิ่มความปลอดภัย และ ระบบควบคุมการจอดอัตโนมัติจะจับเส้นนำทางบนพื้นถนน และใช้ระบบควบคุมและชะลอความเร็วอัตโนมัติ เพื่อหยุดรถประจำทางให้อยู่ห่างจากป้ายรถประจำทางประมาณ 3-6 ซม. และภายในระยะ 10 ซม. ก่อนหรือหลังจุดหยุดรถ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขึ้นลงของผู้โดยสารที่มีรถเข็นเด็ก และรถวีลแชร์

นอกจากนี้ รถประจำทาง Sora ยังใส่ใจด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและอุ่นใจ เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับความพอใจ จึงได้ออบแบบที่นั่งแนวนอนพร้อมกลไกพับเก็บอัตโนมัติช่วยเพิ่มความสะดวก และเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับรถเข็นเด็กหรือรถวีลแชร์ แต่ถ้าไม่มีรถเข็นเด็กหรือรถวีลแชร์ ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวนที่นั่งให้กับผู้โดยสาร