กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดสัมมนาเรื่อง “โอกาสทางการค้าของไทยบนเส้นทางสายไหม : ผ่าน FTA อาเซียน – จีน และอาเซียน – ฮ่องกง” แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโอกาสทางการค้าและการลงทุนในจีนและฮ่องกง

คุณชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า งานสัมมนาที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน มีวิทยากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักธุรกิจผู้มีประสบการณ์ตรงร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโอกาสทางการค้าและการลงทุนในจีนและฮ่องกง และในปี 2561 จีนและอาเซียนรวมทั้งไทยกำลังจะก้าวสู่การลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน อย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มลดภาษีระหว่างกันตั้งแต่ปี 2547 และได้ทยอยลดภาษีลงแล้วกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด

หลังจากที่มีความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน อาเซียนและจีนมีมูลค่าการค้าขยายตัวเพิ่มมากกว่า 2 เท่า จาก 140 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2549 เป็น 452 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 การค้าระหว่างไทยและจีนก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จาก 25.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2549 เป็น 65.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559

สำหรับฮ่องกง ในปี 2562 ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ก็จะเริ่มมีผลใช้บังคับ โดยฮ่องกงมีศักยภาพหลายด้าน อาทิ การพัฒนา SMEs การค้าบริการวิชาชีพ เป็นนักลงทุนที่มีศักยภาพ และยังมีบทบาทในการเป็นประตูการค้าและการลงทุนของไทยมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันฮ่องกงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ของจีน เห็นได้จากการที่ฮ่องกงและจีนมีโครงการเชื่อมโยงใหญ่ ร่วมกัน อาทิ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลยาวกว่า 50 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างฮ่องกง มาเก๊า และจู่ไห่ มณฑลกวางตุ้งของจีน และโครงการพัฒนาพื้นที่ Guangdong – Hong Kong – Macau Greater Bay Area: Greater Bay Area (มณฑลกวางตุ้ง 9 เมือง ฮ่องกง และมาเก๊า) เพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็น World Class City Cluster โดยไทยสามารถเชื่อมโยงผ่านฮ่องกงไป Greater Bay Area ได้
ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ฮ่องกงผูกพันลดภาษีทุกรายการที่ร้อยละ 0 โดยถึงแม้ว่าปัจจุบันในทางปฏิบัติภาษีนำเข้าของฮ่องกงจะเป็นศูนย์ทุกรายการแล้ว แต่ผูกพันการลดภาษีภายใต้ WTO เพียงร้อยละ 47 เท่านั้น ดังนั้น หากไม่มีความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ฮ่องกงก็สามารถขึ้นภาษีในสินค้าอีก ร้อยละ 53 ที่ไม่ได้ผูกพันไว้ได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อมีความตกลงเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ฮ่องกงจะไม่สามารถขึ้นภาษีในสินค้าใด ๆ ได้อีก

นอกจากนั้น ฮ่องกงยังเปิดตลาดบริการเพิ่มเติมตามที่ไทยเรียกร้องในบริการการผลิตเนื้อหารายการแก่ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาบริการดังกล่าว จะเข้าไปลงทุนอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ฮ่องกงได้ให้เงินสนับสนุนจำนวน 25 ล้านเหรียญฮ่องกง สำหรับแผนการดำเนินงานภายใต้บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ในระยะเวลา 5 ปี หลังความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ซึ่งครอบคลุมสาขาความร่วมมือด้านต่าง ๆ ได้แก่ บริการวิชาชีพ โลจิสติกส์ SMEs และ E-Commerce เป็นต้น โดยไทยสามารถเสนอโครงการขอความช่วยเหลือด้านวิชาการจากฮ่องกง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในด้านดังกล่าวได้

คุณชุติมา เสริมว่า ความตกลงการค้าเสรีทั้ง 2 ฉบับ เป็นโอกาสในการขยายตลาด การค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเมื่อผนวกกับนโยบายส่งเสริมความเชื่อมโยง ได้แก่ Belt and Road Initiative ของจีนกับฮ่องกง กับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้การค้าการลงทุนระหว่างอาเซียน ไทย จีน และฮ่องกงขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ