เปิดปมเจ๊เกียว เจ้าแม่แห่งการขนส่ง “เชิดชัย ทัวร์” ผู้ได้รับการขนานนามถึงความตระหนี่แบบสุดๆ เผยดราม่าความยากลำบากในวัยเด็กอันเป็นแรงผลักดันให้ขยันทำงาน บนแนวทางบริหารธุรกิจที่เริ่มจากศูนย์สู่ความเป็นหนึ่งในแวดวงการขนส่ง

นับเป็นเรื่องกล่าวขานกันในวงกว้างถึงประเด็นที่ คุณสุจินดา เชิดชัย หรือ “เจ้เกียว” มหาเศรษฐีพันล้านผู้ประกอบกิจการรถโดยสารขนส่งนาม “เชิดชัยทัวร์” ที่ได้สกรีนภาพถ่ายตัวเองที่แต่งกายเลิศหรูแลดูฟรุ้งฟริ้ง ติดอยู่ข้างรถบัสเชิดชัยทั่วประเทศ จนเป็นที่สะดุดสายตากับผู้ที่พบเห็นกันไปต่างนานา หากลองพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้วนี่คือแผนการประชาสัมพันธ์อันมีประสิทธิภาพและสร้างภาพลักษณ์ให้กับเชิดชัยทัวร์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

คุณสุจินดา เชิดชัย(เจ้เกียว) มีตำแหน่งเป็นถึงนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง ซึ่งเรามักคุ้นเคยกับเจ๊เกียวเป็นอย่างดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการรถบัสขนส่งกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดที่กระทรวงคมนาคมได้ร้องขอให้ผู้ประกอบการขนส่งปรับลดค่าโดยสารเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง และเจ๊เกียวก็ได้ยอมปรับลดราคาลง 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร

เจ๊เกียวได้เปิดเผยต่อว่า “เราได้คงราคาค่าโดยสารมาตลอด 7 ปี ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเราไม่สามารถขึ้นค่าโดยสารได้เนื่องจากไม่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงคมนาคม ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อยากปรับลดราคาค่าโดยสารในขณะราคาน้ำมันลดลง”

เปิดปม ดราม่า ความสำเร็จที่เริ่มจากศูนย์

แม้ว่าเจ๊เกียวจะประสบความสำเร็จในฐานะผู้ประกอบการขนส่งจนเป็นเศรษฐีพันล้าน แต่ในทางกลับกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนว่า “ขี้งก” ซึ่งเจ๊เกียวก็ได้ออกมายอมรับอย่างภาคภูมิใจว่า “ขี้งกเหมือนเป็นคำที่อยู่คู่ตัวดิฉันเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าฉันไม่ดำเนินธุรกิจแบบนี้ฉันก็คงจะไม่รวยจนเป็นเศรษฐีหรอก”

เจ๊เกียวเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดที่จังหวัดนครราชสีมา มีพี่น้องร่วมกัน 10 คน โดยมีมารดาเป็นผู้ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียวเท่านั้น ต่อมาเมื่อถึงวัย 9 ปี เจ๊เกียวก็ได้ถูกบังคับให้ลาออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและเขาก็ยังคงทำงานตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงวัยรุ่น เจ๊เกียวได้ทำงานหลายประเภททั้งขายน้ำดื่ม ขายของหวาน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ขายเรียงเบอร์ ไปจนถึงรับจ้างแบกข้าวสารหนักกว่า 50 ก.ก. ไปส่งให้กับผู้ซื้อ หลังจากนั้นก็ได้เริ่มเปิดร้านตัดเสื้อผ้าพร้อมกับเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าขนาดย่อมเป็นของตนเอง

“ฉันกลัวความยากจน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงขยันทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ บริหารเงินอย่างชาญฉลาด และประหยัดมัธยัสถ์ นั่นคือคติพจน์ประจำตัวของฉัน ที่จะสั่งสอนให้กับลูกหลานของฉันสืบไป” เจ๊เกียวกล่าว

เมื่อถึงวัย 19 ปี เจ๊เกียวก็ได้แต่งงาน และได้เริ่มธุรกิจผลิตตัวถังรถบรรทุกกับสามี ซึ่งเวลาต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ทั้งคู่จึงได้เริ่มสนใจในการผลิตตัวถังรถบัสโดยสารรวมถึงกิจการขนส่งทางบก ซึ่งในขณะนั้นมีบริษัทผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบัสไม่มากนัก ทำให้กิจการของเจ๊เกียวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนมาเป็นบริษัทขนส่งชั้นนำในประเทศไทยที่มีจำนวนรถบัสโดยสารมาก 1,000 คัน

บริหารกิจการด้วยความมัธยัสถ์

ในปัจจุบันนี้ กิจการ“เชิดชัยทัวร์” มีพนักงานขับรถมากกว่า 3,000 อัตรา และเพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน พนักงานขับรถเหล่านั้นจะไม่ได้รายรับเป็นเงินเดือนแต่จะได้ค่าจ้างเป็นรายวันแทน โดยคิดคำนวนจากอัตราการทำงานในขณะขับรถ ไม่มีการจ่ายค่าจ้างล่วงเวลา ทั้งนี้พนักงานยังคงได้รับสวัสดิการจากประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าระบบการทำงานของเจ๊เกียวจะค่อนข้างจะเคี่ยว แต่เจ๊เกียวยังเผยว่าเขามักให้โอกาสกับลูกน้องเมื่อปฏิบัติงานผิดพลาดด้วยการพูดคุยและแก้ปัญหาเหล่านั้นไปด้วยกัน ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเหล่าพนักงานชายฉกรรณ์จำนวนมากได้ดี

นอกเหนือจากประกอบกิจการ“เชิดชัยทัวร์”แล้ว เจ๊เกียวยังได้ประกอบธุรกิจเสริมอื่นๆ ทั้งการผลิตและจำหน่ายตัวถังรถบัส, จำหน่ายรถยนต์หรู, รวมถึงธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเจ๊เกียวมักอ้างว่าธุรกิจให้บริการขนส่งด้วยรถบัสโดยสารนั้นทำรายได้น้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ และเขามักบ่นเป็นประจำว่ารายได้ดังกล่าวน้อยลงมากกว่าเดิมอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีบริษัทขนส่งคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาตีตลาดด้วยการบริการที่คล้ายคลึงกัน ทั้งรถตู้ขนส่งสาธารณะ, รถกระบะขนส่ง, แท็กซี่, และการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นทุกวัน อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯ ก็ผลกระทบต่อธุรกิจขนส่ง“เชิดชัยทัวร์” ด้วยเช่นกัน

เปลี่ยน “งาน” ให้เป็น “เงิน”

เมื่อเร็วนี้ๆ เจ๊เกียวได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงคมนาคมขอให้สายการบินโลว์คอสต์ปรับราคาขึ้น เนื่องจากส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งด้วยรถบัสโดยสาร รวมถึงวางแผนเปิดตัวรถบัสโดยสารทุนต่ำที่มีค่าโดยสารถูกกว่าเดิม เพื่อแข่งขับกับสายการบินโลวคอสต์ ซึ่งเจ๊เกียวได้เปิดเผยว่า “รายรับของเชิดชัยทัวร์ลดลงไปประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดิฉันต้องการให้คนไทยได้รับบริการขนส่งที่ดีที่สุด หากธุรกิจขนส่งด้วยรถบัสโดยสารยังคงชะลอตัว บางทีก็คงถึงเวลาที่ต้องเลิกกิจการไป”

ทุกวันนี้ คำว่า “มหาเศรษฐี” นั้นเป็นมากกว่าความภาคภูมิใจจากการทำงานหนักของเจ๊เกียว แม้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของเจ๊เกียวในปัจจุบันได้สืบทอดไปยังลูกๆ ทั้ง 4 คน แต่เจ๊เกียวยังคงขยันทำงานมาอย่างต่อเนื่อง “ฉันชอบที่จะทำงานตลอดเวลาทั้ง 365 วัน และฉันไม่มีแผนที่จะวางมือจากกิจการต่างๆ นั้นเป็นเพราะฉันรักเงินและรักที่จะนั่งนับเงิน” เจ๊เกียวปิดท้าย

ถึงแม้ว่าเจ๊เกียวจะเติบโตมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและต้องใช้ชีวิตแสนยากลำบาก แต่กระนั้นเจ๊เกียวได้ใช้ความยากจนนั้นเป็นแรงผลักดันเพื่อดิ้นรนจนสามารถประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้เจ๊เกียวมักบริจาคเงินเพื่อการกุศล รวมถึงวางแผนจัดตั้งมูลนิธิสักวันหนึ่งในอนาคต แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในความ “ขี้งก” ของเจ๊เกียวก็ตาม