ปัจจุบันอะไร ๆ ก็จะต้องลงท้ายด้วย 4.0 ไม่ว่าจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 คนไทย 4.0 เศรษฐกิจ 4.0 การศึกษา 4.0 โลจิสติกส์ 4.0 การตลาด 4.0 เรื่อยมาจนมาถึงการจัดซื้อจัดหา 4.0 ซึ่งในแวดวงการจัดซื้อก็มีการพัฒนาปฏิบัติการแนวคิดจาก 1.0 ไปจนถึง 4.0 เพื่อให้สามารถอยู่ได้ในท่ามกลางความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงที่ยุ่งยาก รุนแรง รวดเร็ว ซับซ้อน และต่อเนื่องตลอดเวลา

สำหรับพัฒนาการการจัดซื้อจัดหาเริ่มแรกยุค Procurement 1.0 จะเป็นยุทธวิธีการซื้อที่กำหนดเป้าหมายของการดำเนินงานที่ไม่หยุดชะงักและใช้มาตรการตอบสนองที่เป็นธรรม ต่อมา Procurement 2.0 จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดซื้อจัดหาด้วยการทำงานเชิงรุก Procurement 3.0 เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ซึ่งจัดให้มีการจัดหาแหล่งวัตถุดิบสินค้าเพื่อมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายที่เฉพาะเจาะจง สามารถมุ่งเน้นเวลาและดำเนินวิเคราะห์การตลาดเชิงลึกอย่างมาก เพื่อยกระดับการตัดสินใจของฝ่ายจัดซื้อจัดหาที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนขององค์กร สำหรับ Procurement 4.0 นั้น เป็นการจัดซื้อจัดหาที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่า (Value chain integration) ถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ทำให้บริษัทเกิดมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบงานด้วย

จากสภาพปัญหาดังกล่าว ในยุค Procurement 4.0 โดยนักจัดซื้อจัดหาจะต้องคิดและทำงานเชิงกลยุทธ์ตามให้ทันเหตุการณ์จับตาดูการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก ในประเด็น ดังนี้

1. จับตาและเตรียมรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและคู่แข่งขันในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ส่วนประกอบสินค้าบริการ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ลูกค้าต้องการ กระแสภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี Technology ที่แรงกระเพื่อมเกิดขึ้นทำให้วงการอุตสาหกรรม/ธุรกิจในอนาคตต้องปรับตัว เป็นต้น

2. ปรับเปลี่ยน Mindset จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรให้เพิ่มมากขึ้น โดยลดบทบาทความเป็นตัวเองให้น้อยลง ไม่ควรนั่งรออยู่บนหอคอยงาช้าง ปรับวิธีคิดการทำงานเป็นแบบ Cross Functional Teamwork จะต้องลงไปสัมผัสกับทุกสิ่งรอบตัว โดยหาเวลาไปคุยกับทุกแผนกและทำความเข้าใจในปัญหาของเขา

3. ปรับเปลี่ยนให้มีระบบการทำงานแบบยืดหยุ่น ลดขั้นตอน หรือทำให้งานสั้นลง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน งานด่วน หรือการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

4. เน้นการที่จะดำเนินธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของการเติบโตแบบยั่งยืน โดยระบุเป็นนโยบายของฝ่ายจัดซื้อจัดหา อาทิ ต่อต้านการคอรัปชั่น การไม่รับของขวัญที่มีมูลค่าที่สูงเกินความจำเป็น เป็นต้น

5. ปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานและความรับผิดชอบแบบเดิมที่ไม่สนใจใคร เปลี่ยนเป็นการคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking) ร่วมกับฝ่ายขาย การตลาด การผลิต จัดส่ง สโตร์ คิวซี การเงิน จัดซื้อ เป็นต้น

6. ลดความขัดแย้งของคนแต่ละเจเนอเรชั่น และรักษาคนเก่งไว้ ไม่ว่าท่านจะเป็นคนในเจเนอเรชั่นแบบใด ควรต้องอยู่ร่วมกับคนในเจเนอเรชั่นอื่นได้อย่างเข้าใจเขา เข้าใจเรา โดยเฉพาะคน Generation Y เป็นยุคที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเจริญรุดหน้า คนกลุ่มนี้ชอบงานด้านไอที มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน (Anywhere Anytime Any Channel) เป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่ค่อยมีความอดทน ซึ่งจะอยู่ในช่วงอายุ 20-37 ปี

นอกจากนี้ จะต้องจัดระเบียบวัฒนธรรมองค์กรที่หลากหลายภายในองค์กรที่นอกจากจะมีคนหลายเจเนอเรชั่นร่วมกันทำงานแล้ว ยังต้องผสมผสานกับคนที่มีวัฒนธรรมในการทำงานที่หลากหลายด้วย โดยในอนาคตจะมีคนจากหลายเชื้อชาติเข้ามาทำงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นชาติอาเซียน ยุโรป อาเมริกา เป็นต้น

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมทุกแห่งที่มีการปฏิวัติการจัดซื้อให้มีความแข็งแกร่งมากจะนำบริษัทไปสู่การเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทมากถึง 80% สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าคู่แข่งขันในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวน ประหยัดต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่งขัน เห็นโอกาสใหม่ก่อนคู่แข่งขัน รวมถึงสามารถลงมือในการดำเนินธุรกิจได้ดีกว่าคู่แข่งขัน อนึ่ง ยังมีหลายบริษัทจำนวนมากที่ยังก้าวไม่ถึง 4.0 แต่ยังคงดำเนินกระบวนการการจัดซื้อจัดหาอยู่ในยุคProcurement 2.0 ซึ่งแนวคิดการเพิ่มคนโดยไม่ได้แก้ไขระบบจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

โดยดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี