ตั้งแต่ต้นปี 2559 กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ออกกฎระเบียบให้รถโดยสารทุกคัน จะต้องติดตั้งระบบ GPS ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็มีความเห็นที่ขัดแย้งจากผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสาร ที่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แทบจะหาผลประโยชน์จากการติดตั้งระบบ GPS ไม่ได้เลย

ข้อแรก คือการบังคับให้ผู้ขับรถโดยสารสามารถขับรถได้นานสุดเพียงแค่ 4 ชม.เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะบริษัทรถทัวร์ ต้องชี้แจงรายละเอียดของกรมการขนส่งฯ ให้แก่ผู้ที่มาเช่ารถโดยสารได้ทราบถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ แรก ๆ ก็มีการโต้เถียงกัน เพราะผู้เช่ารถโดยสารต้องการไปถึงจุดหมายปลายทางในเวลาที่รวดเร็วที่สุด จนคนขับต้องแก้ปัญหาด้วยการ นำรถเข้าสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้ผู้โดยสารได้เข้าห้องน้ำ และซื้ออาหารมากินบนรถ จนได้เวลา 30 นาทีตามข้อบังคับจึงจะสามารถออกเดินทางต่อไปได้

ส่วนข้อที่สอง ห้ามใช้ความเร็วเกิน 90 กม./ชม. ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้โดยสารทักท้วงมาว่าขับช้าเกินไป จึงต้องมีการอธิบายให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็มีบางครั้งที่หลุดวิ่งเกินนิดหน่อย แต่ทางที่ดีทางกรมการขนส่งฯ ผู้ดูแลระบบ GPS ควรที่จะมีการแจ้งให้กับผู้ขับขี่ทำผิดกฎระเบียบแล้ว ให้ลดความเร็วลง แทนการปรับทันที

สำหรับข้อที่สาม ต้องมีคนขับสำรองไปในรถโดยสารด้วย ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะปัจจุบันนี้ทุกบริษัทรถโดยสารขาดแคลนคนขับเป็นอย่างมาก เห็นได้ว่ารถโดยสารที่ใช้เดินทางทุกคันจะมีคนขับเพียงคนเดียวเกือบ 100% ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหา ด้วยการจอดรถเข้าปั้มในทุก ๆ 4 ชม. เพื่อจะได้ไม่เป็นการทำผิดกฎระเบียบของกรมการขนส่งฯ

และข้อสุดท้าย ถือเป็นข้อดีของกรมการขนส่งฯ เพราะเมื่อรถโดยสารกระทำผิดกฎ GPS ที่จังหวัดใดก็ต้องไปจ่ายค่าปรับที่ขนส่งจังหวัดนั้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะเป็นรถโดยสารไม่ประจำทาง แต่ปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนมาเป็นการจ่ายค่าปรับที่จังหวัดใดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ถูกปรับ แต่ก็ถือว่าค่าปรับก็แพงไปอยู่ดีเพราะมีค่าปรับสูงถึง 1,000 บาททีเดียว

ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสารทั้งประจำทางและไม่ประจำทาง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลประโยชน์จากการเสียค่าใช้จ่ายในการติด GPS นั้น แทบจะไม่มีเลย ต้องเสียทั้งเงินค่าติดตั้ง ค่าบริการรายเดือน และค่าปรับที่มีเข้ามาแทบทุกเดือนอีกด้วย

โดย…ยกล้อ