แม้ตลาดรถใหญ่จะประสบปัญหาชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็ตาม แต่ทว่า การขับเคลื่อนแบรนดส์สินค้าสู้ศึกตลาดรถใหญ่ยิ่งต้องดำเนินต่อไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแนวนโยบายและกลยุทธท์ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละค่าย เช่นเดียวกับบริษัท ฟูโซ่ ทรัค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์ “ฟูโซ่” หนึ่งในแบรนด์หลักในเครือ “เดมเลอร์” ที่ไม่ยอมหยุดนิ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อเติมเต็มเซ็กเม้นต์ที่ไม่เคยทำตลาดมาก่อน
 
 
ภายหลังสร้างความฮือฮาสะเทือนตลาดรถใหญ่เมืองไทยด้วยการนำเข้ารถโม่ปูนทั้งคัน FJ 2528 จากโรงงานเดมเลอร์ ประเทศอินเดียเขย่าตลาดรถใหญ่ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้รับกระแสตอบรับจากผู้ประกอบการขนส่งไทยอย่างดีเยี่ยมผนวกกับกบริษัทแม่เดมเลอร์ที่ให้การสนับสนุนเต็มพิกัดทั้งการวางกลยุทธ์และโรดแมปการตลาด รวมถึงมอบรถบรรทุกรุ่น Mercedes Benz Actros และ Axor เพื่อรถเป็นต้นแบบประกอบในโรงงานเดมเลอร์อินเดีย แล้วนำเข้าทั้งคันตีตลาดรถใหญ่เมืองไทย จึงใส่เกียร์ห้าเดินหน้าเต็มสูบทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
 
เดมเลอร์หนุน “ฟูโซ่” เต็มพิกัด
 
ดร.โวล์ฟกัง เบิร์นฮาร์ด กรรมการบริหารเดมเลอร์ เอจี เยอรมัน เปิดเผยว่า หากพูดถึงตลาดรถใหญ่ของโลกแล้ว ถ้าไม่นับตลาดจีนจะมี 5 ตลาดใหญ่สุดในโลก อันดับหนึ่งคืออินเดีย รองลงมาเป็นลาตินอเมริกา ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และสุดท้ายตะวันออกกลาง ในอดีตเดมเลอร์มีฐานการผลิตทุกตลาดรถใหญ่ของโลกยกเว้นอินเดีย ดังนั้น ทางผู้บริหารเดมเลอร์เยอมันจึงมองเห็นมูลค่าทางการตลาดมหาศาลของตลาดอินเดียที่นับวันยิ่งขยายเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงได้ตัดสินใจสร้างโรงงานเดมเลอร์ในอินเดียเป้นฐานการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ ทำตลาดภายในประเทศอินเดียภายใต้แบรนด์ “ Bharat Benz” หรือภารตเบนซ์ และยังส่งออกป้อนตลาดทั่วโลก หากส่งออกไปยังประเทศไทยและอินโดนีเซียจะเปลี่ยนเป็นชื่อตรงกระจังหน้าเป็นแบรนด์ “FUSO” หรือ “ฟูโซ่”
 
“ตลาดรถใหญ่อินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากรที่มากเป็นอันดับสองรองจากจีน ส่งผลให้ฐานตลาดและความต้องใช้รถก็ต้องมีปริมาณที่สูงไปด้วยเช่นกัน โดยปีหนึ่งๆ ตกอยู่เกือบ 1.7 แสนคัน คาดปีนี้จะทะยานสูงถึง 2 แสนคัน และหลังเปิดโรงงานได้ 3 ปีมีรถยี่ห้อภารตเบนซ์โลดแล่นตามท้องถนนแล้วกว่า 2 หมื่นคัน ทั้งนี้ ตลาดบรรทุก-รถบัสโดยสารทั่วโลกมีทั้งเติบโตได้ดี ทรงตัวและหดตัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศนั้นๆ โดยยอดขายรวมของแบรนด๋ในเครือเดมเลอร์ ในไตรมาสแรกของปีนี้ยังขยายตัวได้ดี จาก 1.09 แสนคันทะยานสูงขึ้นเป็น 1.12 แสนคันหรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อน 1.1 แสนคันซึ่งกลุ่มที่เติบโตไดดีจะเป็นกลุ่มตลาดเดิมได้แก่ตลาดยุโรปตะวันตก ละตินอเมริกา ส่วนตลาดเอเชียหดตัวเล็กน้อย เช่น ประเทศอินโดฯ หดตัวลง 20% รวมถึงตลาดประเทศไทยก็ยังชะลอตัวลงเช่นกันเมื่อยอดขายตลาดอินโดฯและไทยหดตัว ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยกันก็ต้องเพิ่มที่อินเดียและละติน”
 
วางโรดแมป T425 สู้ศึกในไทย
 
ด้าน คุณมาร์ค ลิสโตเซลล่ากรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมิตซูบิชิ ฟูโซ่ทรัคแอนด์บัสคอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริมว่าทางเดมเลอร์มองเห็นความสำคัญในแต่ละตลาดของแต่ละภูมิภาค โดยเร่งเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเติมเต็มผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างเข้าไปอย่างเช่น ฟูโซ่ประเทศไทยจะพอใจในสัดส่วนตลาด 4-5 % ไม่ได้ก็ต้องเสริมกลยุทธ์ในอีก 2 ส่วน คือต้องเสริมตัวรถบรรทุกขนาดกลางแคนเตอร์รุ่นใหม่จากญี่ปุ่น เพราะแคนเตอร์ขายได้ทั่วโลก แต่เมืองไทยกลับขายได้น้อย ส่วนรถบรรทุกหนักต้องนำเข้าทั้งคันจากโรงงานเดมเลอร์อินเดีย เพื่อเติมเต็มเซ็กเม้นต์ที่ฟูโซ่ไม่เคยทำตลาดมาก่อน
 
“การเสริมโปรดักส์ใหม่ทุกรุ่นต้องชูจุดขายในเรื่องของราคาที่สู้กับคู่แข่งได้ ซึ่งราคาต้องย่อมเยากว่าประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า และราคาขายต่อต้องดีกว่า ทั้งนี้ทางเดมเลอร์เยอรมัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ก็ย่อมบริหารความเสี่ยงและใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันตามสภาพการณ์ของแต่ละตลาดในแต่ละภูมิภาคให้เกิดความสมดุล ถึงกระนั้น บริบทสุดท้ายยอดขายโดยรวมของทุกแบรนด์ในเครือของเดมเลอร์ในแต่ละภูมิภาคทั่วโลกต้องเพิ่มสูงขึ้น ภูมิภาคใดด้อยในด้านไหนก็ต้องเสริมด้านนั้นเข้าไปส่วนที่ดีอยู่แล้วก็ต้องคงความแข็งแกร่งเอาไว้”
 
วางเป้าโต 25%ภายในปี 2020
 
สำหรับการวางโรดแมปเสริมแกร่งให้กับฟูโซ่ทรัคประเทศไทยนั้นเดมเลอร์มองเห็นความสำคัญตลาดเมืองไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงโดยได้วางโรดแมปให้กับ ฟูโซ่ประเทศไทย ภายใต้กลยุทธ์ T425 ซึ่งฟูโซ่ต้องครองสัดส่วนตลาด 25% ภายในปี 2020 ภายใต้โรดแมปนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อน 2 ส่วน อย่างแรก คือการขยายเครือข่าย หรือดีลเลอร์เน็ตเวิร์ก ซึ่งจากปัจจุบันที่มีอยู่ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 35-40 จังหวัดทั่วประเทศ และผนวกด้วยการขยายการบริการที่เป็นเลิศอีกด้วย ส่วนอย่างที่ 2 เป็นการเพิ่มไลน์โปรดักส์ โดยไม่ต้องมีมากถึง 50 โมเดลขึ้นไป เอาให้ได้ 30 กว่ารุ่น แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์