ขณะที่รัฐบาลคสช.กำลังเผชิญวิกฤติศรัทธาและความน่าเชื่อถือจากมหกรรม โกงเงินคนจนที่ลามเลียไปครึ่งค่อนประเทศ ประเภทแตะลงไปตรงไหนเป็นต้องผงะ! เพราะพบเจอไปถึง 53 จังหวัดแล้ว ไล่ตั้งแต่เหนือสุดลงไปยันใต้ ไม่เว้นแม้กระทั่งงบช่วยชาวเขาศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงภาคเหนือ หรืองบช่วยเงาะป่าซาไกชายแดนใต้ 

มหกรรมโกงเงินคนจนข้างต้นหากเปรียบเทียบกับที่ประชาชนคนไทยในระดับรากหญ้าที่กำลังถูกบรรดาลีสซิ่งเช่าซื้อและธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่ผุดกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ดร่วมกันขูดรีดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เอาจากลูกหนี้ในระดับรากหญ้าที่ต้องตกเป็นเหยื่อ ถูกธุรกิจเหล่านี้สูบเลือดสูบเนื้อขูดรีดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไปนั้น มีมากเป็นแสนเป็นล้านราย คิดเป็นเม็ดเงินนับหมื่นล้านบาทมากกว่า การทุจริตโกงเงินคนจนข้างต้นนี้ไม่รู้กี่ร้อยเท่า แต่ก็กลับไม่มีหน่วยงานใดลงไปดูแล

เอาแค่เครือข่ายของ “เสี่ยวิชัย ปั้นงาม” เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบที่จังหวัดปทุมธานีรายเดียว ที่ถูก “ดีเอสไอ” และป...ไล่เบี้ยยึดทรัพย์ไปเดือนก่อน ก็มีมูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว มีประชาชนตกเป็นเหยื่อนับหมื่นรายเลยทีเดียว หากรวมรายอื่น ๆ ทั้งประเทศด้วยคงจะมีประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อนับเป็นล้านรายอย่างแน่นอน

วันวานอ่านข่าวเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 24 จังหวัดอุดรธานีสนธิกำลังเข้าตรวจยึดเอกสารของ “หจก.ภัทรยนตรกิจ” ในจังหวัดอุดรธานีที่ทำธุรกิจรับจำนอง ขายฝากบ้านที่ดินบังหน้าแต่กลับทำสัญญาอำพรางรีดดอกเบี้ยเอากับลูกหนี้สูงลิ่วถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน แถมเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการอะไรต่อมิอะไรให้ยุบยับ มีลูกหนี้ในจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียงตกเป็นเหยื่อนับร้อยราย ก่อนเจ้าหน้าที่จะสั่งดำเนินคดีอาญาทำธุรกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน พรบ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิน อัตรา พ..2560 ที่มีโทษทั้งแพ่งและอาญา 

ดูเหมือนปฏิบัติการกวาดล้างนายทุนเงินกู้นอกระบบของเจ้าหน้าที่ทหารข้างต้นจะไม่ทำให้ลีสซิ่งและนอนแบงก์อีกเป็นจำนวนมากสะทกสะท้านอะไรเลย รายอื่น ๆ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเอารัดเอาเปรียบประชาชนในระดับรากหญ้ากันเฉย แถมบางารายยังออกตัวว่าธุรกิจที่ตนเองทำอยู่นั้นไม่ใช่เช่าซื้อหรือลีสซิ่ง แต่เป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่มีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 15% ไม่รวมค่าธรรมเนียมเบิกเงินกู้ 7-8 % ซึ่งยังต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่สัญญาที่บริษัทกระทำไว้กับลูกหนี้ระดับรากหญ้านั้นไม่ได้มีความแตกต่างไปจากสัญญาทาสที่ “เสี่ยวิชัย ปั้นงาม” และที่เสี่ยจำนองขายฝากเมืองอุดรธานีทำไว้กับลูกหนี้ที่เพิ่งถูกทหาร มทบ.ที่ 24 ทลายไปวันก่อนแม้แต่น้อย 

เพราะหากเป็นสินเชื่อที่บริษัทอ้างถึงไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (P Loan) หรือสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบวิชาชีพ (นาโน ไฟแนนซ์) ที่รัฐเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้สูงถึง 28-36% ได้นั้น มันต้องเป็นสินเชื่อไร้หลักประกัน (Clean loan) เท่านั้น หาใช่สินเชื่อที่จะเรียกเอาหลักประกันจากลูกหนี้ได้ 

ล่าสุดหลัง “กลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้” ที่เกิดจากการรวมตัวกันของลูกหนี้ที่คงจะสุดทนกับพฤติกรรมของกลุ่มนอกลู่เหล่านี้ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และศูนย์ดำรงธรรมเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมการปล่อยกู้ของลีสซิ่งและนอนแบงก์นอกลู่เหล่านี้ 

ดูเหมือน 1 ในกลุ่มธุรกิจ “นอนแบงก์” บริษัทลีสซิ่งในเครือแบงก์พาณิชย์แห่งหนึ่ง ที่คงจะเห็นเค้ารางอันยุ่งยากหากจะฝืนกระแสรีดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่อไป จึงได้ประกาศปรับลดดอกเบี้ยจำนำทะเบียนรถทุกชนิดเหลืออยู่แค่ 0.68% ต่อเดือน โดยไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมใด ๆ เพิ่มเติม อันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวรับกระแสตื่นตัวของผู้คนที่เริ่มรู้ทันเล่ห์กลของธุรกิจเหล่านี้ 

ขณะที่ลีสซิ่งที่อ้างว่าเป็นผู้นำสินเชื่อจำนำทะเบียนรถรายใหญ่สุดของเมืองไทยยังคงไม่สะท้านกับการที่หน่วยงานภาครัฐจะล้วงลูกเข้ามาตรวจสอบธุรกิจ “ทำนาบนหลังคน” เหล่านี้ ราวกับว่าตนเองนั้นทำถูกกฎหมายเต็มประดา 

ก็ไม่รู้ชะตากรรมของลูกหนี้ระดับรากหญ้าเรือนแสน หรือนับล้านคนนี้จะได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลเมื่อไหร่ จะต้องปูเสื่อรอไปถึงชาติหน้าหรือกระไร?!