ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ได้มีความคิดใหม่ที่จะทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก และรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น ด้วยการให้รถตู้เข้าร่วมสัมปทานวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่างที่อยู่ในรัศมี 300 ตารางกิโลเมตร

จากความคิดนี้เอง ทำให้ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด และต่างจังหวัดมายังกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ห่างกัน 300 ตารางกิโลเมตร ได้รับการบริการที่ดีมาก มีการติดต่อสื่อสารกับคนขับรถตู้ร่วมบริการ บขส.ให้มารับได้ที่บ้านพักได้เลย รวมถึงไปยังจุดหมายปลายทางที่อยู่ในตรอก ซอก ซอย ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งรถเมล์ไปยังสถานีรับส่งผู้โดยสารแม้แต่น้อย

ซึ่งผลเสียที่อาจจะมองไม่เห็นก็คือ รถโดยสารร่วมฯ บขส. ที่วิ่งจากกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัดในรัศมี 300 ตารางกิโลเมตรเช่นกัน ต่างต้องปิดกิจการไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้โดยสารเลือกใช้รถตู้ร่วม บขส. แทน เพราะบริการถึงที่ และใช้เวลาเดินทางไม่นานเท่ารถโดยสารร่วมฯ บขส.

แต่เมื่อทางกระทรวงคมนาคม ได้ออกกฎระเบียบให้รถตู้ร่วมฯ ทั้งหมดต้องไปประจำอยู่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นที่หมอชิต สายใต้ และเอกมัย การจัดระเบียบต่าง ๆ ก็ถือเป็นหน้าที่ของรถตู้ร่วมฯ ที่ต้องจัดการกันเอง

โดยดูได้จากที่หมอชิตเป็นตัวอย่าง สถานที่จอดรถตู้ร่วมฯ บขส. ไม่เป็นระเบียบแบบแผนเลย เมื่อรถตู้จะออกเดินทางไปจังหวัดใดก็จะมีป้ายติดอยู่ และมีโต๊ะซื้อตั๋วไว้บริการ แม้ว่าจะมีกำหนดเวลาไว้ว่ารถตู้จะออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ออกตรงเวลา เพราะถ้าคนยังไม่เต็มคันก็จะไม่ออกตามเวลา จนบางครั้งเวลาล่วงเลยไปนานถึง 1 ชั่วโมงทีเดียว

ส่วนสภาพของรถตู้ที่ใช้งานมาเกือบ 10 ปีนั้น เบาะนั่งก็ขาดแทบจะใช้งานไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ไม่มีการเปลี่ยนเบาะใหม่ โดยจะใช้วิธีแบบชาวบ้านด้วยการนำหมอนพิงหลังมาวางตรงจุดที่ขาดแทน ส่วนบริเวณหลังคาภายในก็ผุพังเป็นรอยเปื้อนทั้งแผ่น ซึ่งเมื่อรวม 2 อย่างนี้เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้โดยสารมีความรู้สึกว่าคุ้มแล้วหรือไม่ที่มานั่งในรถตู้ที่มีแต่เชื้อโรค และดูรวม ๆ แล้วอาจจะไม่มีความปลอดภัยด้วย

ด้วยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2559 โดยรถตู้ร่วมฯ บขส. เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ จนไฟไหม้ทั้งคัน ส่งผลมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 25 คน ซึ่งทางรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ก็ได้วางกฎระเบียบล้อมคอกขึ้น โดยให้รถตู้ร่วมฯ ที่หมดสัมปทานแล้วต้องเปลี่ยนมาเป็นรถมินิบัสประจำทางแทนถึงจะจดทะเบียนได้

ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นการยกระดับของผู้ประกอบการผู้โดยสารที่ต้องการต่อสัมปทานเป็นรถมินิบัสประจำทางร่วมกับ บขส. ให้สูงขึ้น เพราะสิ่งแรกก็คือรถมินิบัสประจำทางมีราคาสูงถึง 2.2 ล้านบาท และต้องมีอุปกรณ์ทุกอย่างครบ ไม่ว่าจะเป็นระบบ GPS ค้นทุบกระจก ประตูฉุกเฉิน และระบบเบรค ABS รวมทั้งมารยาทและวินัยของคนขับ ที่จะต้องให้ความปลอดภัยกับผู้โดยสารมากที่สุด

ส่วนประการที่สองคือ ผู้ประกอบการรายนั้น จะต้องมีฐานะทางการเงินที่ดี จึงจะได้รับอนุมัติสินเชื่อจากบริษัทไฟแนนซ์

ซึ่งทั้งหมดนี้ อีกประมาณ 2 ปีก็จะทราบผลว่า จะมีรถมินิบัสประจำทางมาแทนรถตู้ประจำทางมากถึงครึ่งหนึ่งหรือไม่

โดย…ยกล้อ

Advertisement