ก้าวสู่ปี 2561 สมรภูมิธุรกิจต่อกระบะรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเริ่มคึกคักตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยพี่ใหญ่ พี่รอง และน้องเล็ก ต่างร่วมวงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างดุเดือด จนส่งผลให้ยอดขายรวม 3 เดือนแรก แรงทะลุเกินเป้ากว่า 2,000 คัน

PANUS ขายไตรมาสแรก 1,169 คัน

คุณณัชชา วงศ์คำภู ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด (PANUS) เปิดเผยว่า ในปีนี้ทาง PANUS ได้วางเป้ารวมไว้จำนวน 3,500 คัน โดยในเดือนมกราคมสามารถปิดยอดขายได้ จำนวน 400 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับเดือนเดียว และเดือนกุมภาพันธุ์สามารถปิดยอดขายได้มากถึง จำนวน 500 คัน ซึ่งถือเป็นยอดขายที่สูงเป็นประวัติการณ์ และเมื่อจบไตรมาสแรกของปี 2561 สามารถปิดยอดขายได้สูงถึง 1,169 คัน ซึ่งโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนปัจจัยหลักในการสร้างยอดขายในไตรมาสแรกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ คือการให้บริการหลังการขายที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นตามโครงการ PANUS S Plus ที่ขยายสถานที่บริการต่อเนื่องทุกปี และฝ่ายขายที่แข็งแกร่งที่สามารถทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและไว้ใจเลือกใช้แบรนด์ของ PANUS ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่า รวมถึงสินค้าใหม่ที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่วนของสินค้าที่มียอดขายมากที่สุดและเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดก็คือรถบรรทุกกึ่งพ่วงก้างปลา และพื้นเรียบ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีสินค้าที่สามารถทำตลาดได้เพิ่มมากขึ้นและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดคือ รถบรรทุกดัมพ์เกษตรแบบ 7 เมตร ที่สามารถขนส่งสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ได้เลย ถ้าเกิดไม่มีงานประเภทสินค้าเกษตรก็สามารถขนส่งงานทั่วไปที่ใช้ตู้ขนาด 20 ฟุตได้ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก โดยสินค้าประเภทดังกล่าว สามารถขายได้จำนวนกว่า 200 คันในปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ บริษัท อ้วนคอนเทนเนอร์ จำกัด ยักษ์ใหญ่วงการโลจิสติกส์ ได้สั่งซื้อไปแล้ว จำนวน 32 คัน เพราะสินค้าประเภทนี้ช่วยให้ผู้ว่าจ้างประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาการขนส่งตู้สินค้าจะลดลงเท่าตัว โดยใช้เวลาลงตู้สินค้าเพียง 10 นาทีต่อตู้เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ตลาดรถประเภทนี้ยังไม่มียอดการสั่งผลิตมากเท่าไหร่ แต่ในปีนี้มียอดการสั่งผลิตสูงขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงได้มีแผนเชิงรุกนำสินค้าประเภทนี้เจาะกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนส่งท่าเรือมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสินค้ารุ่นนี้สามารถวิ่งงานได้สองแบบด้วยกันจึงมีความคุ้มค่าสูง ที่ผู้ประกอบการจะลงทุนซื้อสินค้าประเภทดัมพ์รุ่นนี้มาใช้งานเพิ่มมากขึ้น”

SMM ออเดอร์เต็มทั้ง 4 เดือน

คุณสุริยา โพธิ์ศิริสุข กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน) หรือ SMM เปิดเผยว่า จากแผนงานเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลได้วางเอาไว้ ทั้งโครงการรถไฟฟ้าหลากสี รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์ เป็นต้น ทำให้ทางภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากตาม ทั้งนี้ สามมิตรมอเตอร์สฯ ได้คาดการณ์ไว้ว่า ยอดขายรถใหญ่ในปีนี้จะมีจำนวนมากกว่า 3.2 หมื่นคัน เติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาที่สามารถจำหน่ายได้เพียง 2.8 หมื่นคันเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ มีออเดอร์เต็ม 100%

ในส่วนของรถดัมพ์ที่สามมิตรมอเตอร์สฯ เป็นผู้ผลิตนั้น คาดว่าในปีนี้จะสามารถทำยอดการผลิตได้มากกว่า 10,000 คันอย่างแน่นอน ซึ่งจะเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาที่สามารถจำหน่ายได้ จำนวน 7,000 คัน หรือเติบโตขึ้นประมาณ 30% ทำให้ทางบริษัทฯ ได้เพิ่มกำลังคน และวัตถุดิบ เพื่อรองรับกับการเติบโตของตลาด   

ทางบริษัทฯ ได้ใช้วัตถุดิบอย่างดี มีนำหนักเบา และคุณภาพดีและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จึงช่วยให้เถ้าแก่มีกำไรเพิ่มมากขึ้น และคุ้มทุนในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนในช่วงเวลาที่เหลือก็จะมีแต่กำไร เหมือนอย่างการปรับระยะเวลาการรับประกันจาก 2 ปีเป็น 3 ปีนั้น ได้รับการตอบรับที่ดีมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อายุการใช้งานของรถดัมพ์สามมิตรฯ จะนานมากกว่า 5 ปีขึ้นไป จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ทางสามมิตรมอเตอร์สฯ ยังได้รับประกอบรถดัมพ์ให้กับตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) รถใหญ่ทุกยี่ห้อ ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ให้ลูกค้านำรถไปใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาซื้อรถแล้วต้องนำไปประกอบที่อู่รถดัมพ์อื่นอีก”

RCK ปลื้มยอดขายเพิ่ม ส่งออกรุ่ง

คุณเกริกเกียรติ ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ซีเค รุ่งเจริญ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าในปี 2559 ภาวะเศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ทางอาร์ซีเคฯ ก็สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 600 คัน และในปี 2560 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 คัน และเมื่อได้ทำการศึกษาและวิเคาระห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของปี 2561 แล้วจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก จึงได้วางเป้ายอดขายไว้ประมาณ1,100 คัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึง 10% ทีเดียว

สำหรับสินค้าที่ทางบริษัทฯ ผลิตอยู่นั้น มีทั้งรถบรรทุกหางพ่วงพื้นเรียบ และก้างปลา ซึ่งมากถึง 90% ทีเดียว ส่วนอีก 10% ก็จะเป็นตัวถังบรรทุกน้ำมัน ตัวถังบรรทุกเพื่อการเกษตร และกระบะดัมพ์ เป็นต้น และด้วยทางบริษัทฯ ถือว่าลูกค้ามีความสำคัญมากที่สุด ทางบริษัทฯ จึงทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกค้าคุ้มทุนในเวลาที่รวดเร็ว อย่างเช่นแต่เดิมนั้นมีการรับประกันสินค้านาน ปี แต่เมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนมาเป็นการรับประกันนานถึง ปี เพื่อทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุดว่า ตลาดเวลา ปีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องการบำรุงรักษาเลย ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับลูกค้าของอาร์ซีเคฯ ทุกราย

สิ่งต่อมาก็คือ การเปลี่ยนจากการใช้สีทาตัวถังเดิม จากสีธรรมดามาเป็นสี 2K ทำให้เพิ่มความมันวาว และคงทนต่อการเสียดทานของตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกมาเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้ผู้ว่าจ้างเกิดความมั่นใจว่า ใช้หางพ่วงที่มีสภาพใหม่มาทำงานให้ จะไม่เกิดการชำรุดระหว่างการขนส่งแน่นอน และสามารถส่งสินค้าได้ตรงตามเวลาที่กำหนด การว่าจ้างครั้งใหม่ก็จะตามมาด้วย

และอีกสิ่งหนึ่งก็คือการติดสติ๊กเกอร์สะท้องแสงให้ฟรี เนื่องด้วยในปี 2561 นี้ทางกรมการขนส่งทางบกได้ออกกฎระเบียบให้รถบรรทุกต้องติดสติ๊กเกอร์สะท้องแสงเพื่อความปลอดภัยเมื่อมีการจอดรถในเวลากลางคืน โดยสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงที่ทางบริษัทฯ นำมาติดให้นี้ ได้มาตรฐานสากลแน่นอน

ด้วยทางอาร์ซีเคฯ ได้มีโรงงานผลิตแชสซีส์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งได้รับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของอู่ประกอบรถบรรทุกในประเทศเวียดนามเป็นอย่างมาก เมื่อนำมาประกอบในเมืองไทย กลุ่มลูกค้าจึงเชื่อมั่นในคุณภาพของชิ้นส่วนทุกชิ้นที่อาร์ซีเคฯ นำมาประกอบให้

ทั้งนี้ ยังมีลูกค้าจากประเทศเมียนมา ที่ได้สั่งหางพ่วงและตัวถังบรรทุกน้ำมันไปใช้งานเป็นจำนวนมาก ตรงนี้ทำให้เพื่อนพันธมิตรได้เห็นถึงคุณภาพของอาร์ซีเคฯ ที่สามารถทำงานหนักได้ตลอดเวลา จึงมียอดออเดอร์สั่งให้ผลิตสินค้าเข้ามาเรื่อย ๆ จึงเป็นการการันตีได้เป็นอย่างดีว่า กลุ่มขนส่งในประเทศเมียนมา ต้องศึกษาดีแล้วถึงกล้าสั่งสินค้าจากอาร์ซีเคฯ และเชื่อมั่นในสินค้าของอาร์ซีเคฯ

เสรีชัยพัฒนา” ส่งงาน DHL ล็อตใหญ่

คุณเสรีชัย ชำนิโชคธนทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสรีชัยพัฒนา 2004 จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2561 นี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณบวกแล้ว เห็นได้จากยอดขายไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดพุ่งขึ้นแตะ 200 คันแล้ว ส่วนเป้าในปีนี้คาดว่า จะสามารถสร้างยอดขายได้ทะลุ 500 คัน ล่าสุด บริษัทฯ ได้ส่งมอบงานรถพ่วงตู้ผ้าใบแม่ลูกให้กับ DHL จำนวน 80 คัน ซึ่งทางบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก DHL ให้ต่อรถเพื่องานขนส่งหลายรูปแบบและได้ส่งมอบไปแล้วหลายร้อยคัน แต่ฟลีทล่าสุดเป็นการต่อกระบะรถบรรทุกผ้าใบแม่ลูก 2 เพลา ซึ่งมีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะทางบริษัทฯ ได้ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า“สะพานท้ายไฮดรอลิก” เชื่อมระหว่างตู้แม่ลูกเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ เกิดจากการที่ทางบริษัทฯ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศเยอรมัน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และนำมาเสนอให้กับบริษัท DHL จากนั้นก็ต่อตัวรถต้นแบบให้ทดลองใช้ 1 ชุดแม่ลูก และทาง DHL ก็ได้เห็นประสิทธิภาพจากการใช้งานจริง จึงได้ให้บริษัทฯ ต่อฟลีทตู้ผ้าใบรวมแม่ลูก 80 คัน พร้อมติดตั้งสะพานท้ายไฮดรอลิก จำนวน 40 ชุด

ปกติการโหลดสินค้าแบบเดิม ๆ จะใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อการโหลดสินค้าให้เต็มทั้งตัวแม่และตัวลูก รวมไปถึงกระบวนเชื่อมต่อระบบลากจูงให้มีสภาพพร้อมวิ่ง ซึ่งหากติดตั้งสะพานท้ายไฮดรอลิกนี้แล้ว เวลาที่ใช้ในการโหลดสินค้าเหลือเพียง 40 นาทีเท่านั้น หากคำนวณเวลาที่เหลืออีก 20 นาที คูณด้วยจำนวนคันเที่ยวด้วยแล้วก็จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก เราจึงกล้ายืนยันว่า เสรีชัยพัฒนา 2004 เป็นเจ้าแรกในไทยที่บุกเบิกโมเดลพิเศษตัวนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานสู่มิติใหม่การเปลี่ยนแปลงการขนส่งเมืองไทย ไม่ต้องถามหาโมเดลนี้ที่อู่อื่น เพราะมีที่นี่ที่แรกและที่เดียว เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ร่วมกับทีมวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงพันธมิตรสำคัญอย่าง HYVA ที่ได้ออกแบบและคำนวณการเปิดปิดสะพานท้ายไฮดรอลิก นำไปสู่การใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

 

  

สำหรับความพิเศษของสะพานท้ายไฮดรอลิกนี้ ตามปกติแล้วเวลาการโหลดสินค้าของรถพ่วงหัวหางก็ต้องแยกตัวแม่ลูกออกจากก่อนแล้วจึงทำการโหลดสินค้าออกจากตู้ เมื่อเสร็จแล้วก็ค่อยเชื่อมต่อกันใหม่อีกที ทำให้ต้องเสียเวลาค่อนข้างมากกับการโหลดขนถ่ายสินค้าออกจากตัวรถทั้งจากตัวแม่และลูก อีกทั้งยังต้องใช้กำลังคนและกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนหลายขึ้นตอน แต่หากติดตั้งอุปกรณ์พิเศษนี้ก็จะทำหน้าที่เชื่อมจากตัวแม่เชื่อมต่อกับตัวลูก ทำให้การโหลดสินค้าหรือการเปิดทางให้รถโฟล์คลิฟท์วิ่งขนถ่ายสินค้าได้สะดวกรวดเร็วโดยที่ไม่จำเป็นต้องปลดตัวลูกออกจากตัวแม่ ตอบโจทย์การลดต้นทุน ร่นระยะเวลา และลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้เป็นอย่างดี

เดอะฟีนิกซ์ 999” ยอดขายโต 100%

คุณฐาปดา อัครวัฒนาภร ประธานบริหาร บริษัท เดอะฟีนิกซ์ 999 แอสเซมบลี จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายของเดอะฟินิกซ์ฯ ปี 2560 ที่ผ่านมา อยู่ที่ จำนวน 200 คัน ส่วนมากเป็นกลุ่มสินค้าประเภทกระบะเหล็กคอกเกษตรและอลูมิเนียม นอกจากนั้นจะเป็นกระบะดัมพ์เหมือง หินทราย และหางเทรลเลอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่เติบโตขึ้น 100% ส่วนปีนี้หลังจากผ่านไตรมาสแรก บริษัทฯ มียอดออเดอร์ทั้งหมด 180 คัน และได้ส่งมอบไปแล้ว 140 คัน โดยจะเน้นโปรดักส์ประเภทคอกเกษตรและกลุ่มลูกค้าโรงสีเป็นหลัก เพราะคาดว่าปีนี้ราคาข้าวมีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งปีนี้จะเปิดหน้าลุยโปรดักส์ประเภทเทรลเลอร์ ก้างปลาพื้นเรียบอีกด้วย

ส่วนกลยุทธ์การตลาดนั้น จะลุยการตลาดเชิงรุกแบบ Marketing Mix ต่อเนื่อง โดยใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นตัวขับเคลื่อนความเป็นแบรนด์ THE PHOENIX 999” ควบคู่กับการเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบการประชาสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ร่วมออกบูธในงานแสดงสินค้าต่างๆ มากขึ้น และที่สำคัญจะใช้ “ยุทธวิธีดาวกระจาย” เป็นการปูพรมเซลล์กระจายตัวทั่วทุกพื้นของประเทศ เราอาจไม่ได้เป็นเจ้าใหญ่ในตลาด แต่ก็ขอเติบโตในสัดส่วนของเรา กลุ่มลุกค้าไม่ว่ารายใหญ่ กลาง เล็ก หรือบุคคลเราจะเข้าถึงทั้งหมด

เดอะฟินิกซ์ฯ คงคุณภาพและมาตรฐานในทุกขั้นตอนการผลิตภายใต้มาตรฐาน ISO 9001 / 2015 ด้วยทีมงานและการทำงานแบบมีระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพกำลังผลิตให้ก้าวตามทันยอดขายที่เติบโต เช่น เพิ่มกำลังพล เพิ่มเครื่องจักรที่ทันสมัย อุปกรณ์อะไหล่ที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเพิ่มทีมงานฝ่ายบริการหลังการขาย ให้ฉับไว และทีมขายที่แนะนำให้คำปรึกษาได้เป้าหมายผู้ประกอบการ ทั้งหมดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น”

โดย…กองบรรณาธิการ BUS & TRUCK

Advertisement