กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดระบบ การจัดระเบียบการขนส่งทางบก โดยการกำกับ ดูแล ตรวจสอบ ตรวจตรา ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้ระบบการขนส่งทางบกเกิดความคล่องตัว สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และปลอดภัย 
 
 
จากภารกิจดังกล่าว ได้มีคำถามต่าง ๆ นา ๆ จากผู้ประกอบการ และประชาชน เพราะกรมการขนส่งฯ เป็นผู้คุมกฎหมายหลายฉบับ ทีมข่าว BUS & TRUCK จึงขอเป็นตัวแทน “จอดคุย” คุณสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในหลาย ๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการขนส่ง 
 
คืบหน้าติดตั้ง GPS ในรถใหญ่
 
ความคืบหน้าโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” ซึ่งกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน และรถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป (ยกเว้นรถสองแถว และรถโดยสารหมวด 4 ที่วิ่งภายในจังหวัดในส่วนภูมิภาค) ต้องดำเนินการติดตั้งเทคโนโลยี GPS หรือเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2559 จนถึง4 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา มีรถโดยสารและรถบรรทุกใหม่ติดตั้ง GPS และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมการขนส่งทางบกแล้ว จำนวน 5,217 คัน 
 
ในส่วนของรถเก่าที่ได้มีการติดตั้ง GPS ไว้ก่อนหน้านี้ ที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบติดตามของศูนย์ฯ เรียบร้อยแล้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 28,397 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง 1,125 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง 2,101 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 14,914 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 10,257 คัน โดยข้อมูลของรถโดยสารและรถบรรทุกติด GPS ทั่วประเทศ จะเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลของศูนย์บริหารจัดการเดินรถ ที่กรมฯ พัฒนาขึ้นรองรับ ซึ่งจะทำให้สามารถนำข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแอพพลิเคชั่นที่สามารถติดตามผลจากเครื่องบันทึกข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเปิดให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการสามารถเข้าดูข้อมูลรถในสังกัดตนเองได้ผ่านทางแอพฯ จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขนส่งของผู้ประกอบการ และเป็นเครื่องมือให้กรมฯ ติดตามกำกับรถในระบบ และนำข้อมูลมาพิจารณาแนวทางการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน สำหรับแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะแสดงผลการใช้ความเร็ว พร้อมระบบรายงานการใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แสดงผลจำนวนชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถ การใช้ใบขับขี่ผิดประเภท ระบบรายงานการกระทำความผิด รวมทั้งยังสามารถแสดงผลการเคลื่อนที่ของรถที่มีข้อมูลอยู่ในศูนย์ฯ ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้รับทราบต่อไป 
 
เร่งรถบัส-บรรทุกติด GPS ด่วน
 
ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประกอบการและเจ้าของรถเร่งทยอยนำรถเก่าที่ติดตั้ง GPS ไว้ก่อนแล้ว เข้ารับการตรวจสอบการเชื่อมโยงให้แล้วเสร็จภายในรอบปีภาษี 2559 มิฉะนั้นจะไม่สามารถดำเนินการต่อทะเบียนได้ ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะที่ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS กรมฯ ให้ระยะเวลาดำเนินการดังนี้ รถโดยสารสองชั้นต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2559 ส่วนรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น ๆ จะต้องดำเนินการติดตั้งให้ครบถ้วนภายในรอบปีภาษี 2560 สำหรับรถลากจูงกำหนดติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2560 รถบรรทุกสาธารณะภายในรอบปีภาษี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคลให้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรอบปีภาษี 2562 
 
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน กรมฯ ได้ให้การรับรองเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางแล้วจำนวน 60 รุ่น จากผู้ให้บริการระบบ GPS จำนวน 36 บริษัท ซึ่งมั่นใจได้ว่าเป็นรุ่นที่มีรูปแบบการทำงานและคุณสมบัติตรงตามที่กรมฯ กำหนด ผู้ประกอบการและเจ้าของรถสามารถเลือกติดตั้งได้ตามความเหมาะสม โดยสามารถตรวจสอบรายการเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ http://apps.dlt.go.th/esb/approve.html ทั้งนี้ กรมฯ ยังคงเปิดให้ยื่นขอรับรองแบบเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก
 
โอนรถร่วมฯ ขสมก.ให้ กทม.
 
สำหรับเรื่องแผนฟื้นฟูขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งหนึ่งแผนที่สำคัญ คือการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเดิม เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 ที่ให้ ขสมก.เป็นผู้ประกอบการขนส่งเส้นทางหมวด 1 และหมวด 4 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งแนวทางในเบื้องต้นจะให้กรมฯ เป็นผู้กำกับว่า ขสมก.ควรจะเดินรถโดยสารในเส้นทางใด และจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบการเดินรถโดยสารประจำทาง จากกรมฯ ให้กับ ขสมก.ด้วย และ ขสมก.จะเป็นเพียงผู้ให้บริการเดินรถโดยสารรายหนึ่งเท่านั้น
 
ส่วนแนวทางการจัดการเรื่องของรถร่วม ขสมก. ในเบื้องต้นจะทำการเจรจากับ กทม. เพื่อให้รถร่วมฯ ขสมก.ไปอยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. เพราะมีความสามารถในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และท้องถิ่นมากกว่า แต่หากยังไม่มีความพร้อม ทางกรมฯ จะเป็นผู้ดูแลเอง ซึ่งคาดว่าการเจรจากับ กทม. จะมีความชัดเจนไม่เกินเดือน เมษายน 2559 นี้ เพื่อที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
 
ศึกษาเลิกรถตู้ประจำทาง
 
ก่อนหน้านี้กรมการขนส่งทางบกได้ว่าจ้างสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษาถึงความปลอดภัยในการนำรถตู้โดยสารมาใช้เป็นรถโดยสารประจำทาง ซึ่งจะศึกษาถึงความเหมาะสม โดยพิจารณาจากมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสำคัญ ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างรถ อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถ เช่น จุดยึดเก้าอี้ เข็มขัดนิรภัย รูปแบบการติดตั้งระบบเชื้อเพลิง รวมถึงศึกษาความปลอดภัยจากลักษณะการให้บริการ การบรรทุกผู้โดยสาร และการขับขี่ในปัจจุบันด้วย พร้อมกันนี้จะต้องศึกษาถึงความเหมาะสมของลักษณะรถและรูปแบบการให้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงกว่าและมีความเหมาะสมสำหรับให้บริการขนส่งสาธารณะมากกว่า และไม่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้บริการ คาดว่าผลการศึกษาจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกันยายน 2559 นี้