หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อย่างเต็มตัว เมื่อวันที่ 31 ธนวาคม 2558 ถือได้ว่าเป็นการสร้างโอกาสให้กับบรรดารถใหญ่ทุกยี่ห้อ ในการขยายตลาดมากยิ่งขึ้น เพราะแต่ละประเทศต้องทำการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งต้องใช้รถใหญ่วิ่งงานเป็นจำนวนมาก ถือเป็นอานิสงส์ที่อู่ประกอบตัวถังรถบรรทุกจะได้รับโอกาสอันดีนี้ เหมือนอย่างเช่น RCK รุ่งเจริญฯ ที่ได้ลูกค้าจากประเทศเมียนมา
 
 
คุณสุรชัย ชัยตระกูลทอง ประธานกรรมการ บริษัท อาร์.ซี.เค. รุ่งเจริญ จำกัด ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะขยายเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจในเมืองไทยที่จะเติบโตขึ้น เพราะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ทันอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เพื่อนพันธมิตรในอาเซียนจะแซงหน้า
 
ปี 60 ตั้งโรงงานในเมียนมา
 
ด้วยความที่ทางอู่ อาร์.ซี.เค. เป็นอู่ประกอบตัวถังรถบรรทุกที่มีคุณภาพ ดำเนินการมาแล้วหลาย 10 ปี จึงได้รับความเชื่อถือทั้งลูกค้าในประเทศ และต่างประเทศในอาเซียน ก่อนที่จะเปิด AEC ได้เจรจากับลูกค้าในประเทศเมียนมา ว่า มีความต้องการรถหัวลากพื้นเรียบจำนวน 50 คัน และรถบรรทุกน้ำมันอีก 15 คัน ซึ่งบางส่วนได้ส่งมอบไปบ้างแล้ว คาดว่าจะทยอยส่งให้หมดภายในกลางปีนี้ นอกจากนี้ ยังหวังว่าลูกค้าจะสั่งเพิ่มอีกประมาณ 50 คัน ภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน
 
พร้อมทั้งยังได้รับคำชวนจากนักธุรกิจประเทศเมียนมาอีก ให้ร่วมทุนกันตั้งโรงงานประกอบในประเทศเมียนมาเลย เพราะต่อไปในเร็ววันนี้ ระบบโลจิสติกส์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ในเมียนมา เพื่อพัฒนาให้ก้าวทันประเทศอื่น ๆ ที่มาลงทุนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา และประเทศอื่นในเอเชีย ทำให้ความต้องการของรถบรรทุกน้ำมัน รถมิกเซอร์ รถดัมพ์ และรถหัวลากพื้นเรียบ มีความต้องการสูงมาก จึงเป็นการเหมาะที่จะตั้งโรงงานประกอบที่ประเทศเลย
 
และเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่นักธุรกิจเมียนมาพูดมาเป็นจริงหรือไม่นั้น ต้องคอยดูว่ายอดสั่งซื้อรถหัวลากพื้นเรียบ และรถบรรทุกน้ำมันในปี 2560 จะรวมกันถึง 200 คันหรือไม่ เพราะสามารถพิสูจน์ถึงความต้องของตลาดเมียนมาได้เป็นอย่างดี คาดว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่คาดไว้ ซึ่งปีหน้าก็สามารถลงทุนตั้งโรงงานได้เลย
 
3 โรงงานอาเซียนทำงานร่วมกัน
 
หากการตั้งโรงงานประกอบในประเทศเมียนมาสำเร็จ ทาง อาร์.ซี.เค. ก็จะมีโรงงานในอาเซียน 3 ประเทศ คือ โรงงานที่ประเทศเวียดนาม จะประกอบแชสซีส์ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศเวียดนามเอง และส่งออกไปยังโรงงานที่ประเทศไทย รวมทั้งโรงงานที่ประเทศเมียนมาด้วย ด้านโรงงานที่ประเทศไทยนั้นก็จะรับแชสซีส์จากเวียดนามมาประกอบร่วมกับชิ้นส่วนที่ผลิตในเมืองไทย รวมถึงการส่งออกชิ้นส่วนไปยังโรงงานที่ประเทศเมียนมาด้วย สุดท้ายโรงงานที่เมียนมาก็จะนำแชสซีส์และชิ้นส่วนจากโรงงานในเครือมาประกอบเป็นตัวรถสำเร็จรูป เพื่อจำหน่ายในประเทศเมียนมา
 
ถือว่าเป็นการผสานกันของโรงงานทั้ง 3 แห่ง ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อทำการผลิตชิ้นส่วนใดมาก ๆ ก็จะมีต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งไม่ต้องเสียภาษีส่งออกไปในกลุ่มอาเซียนอีก ทำให้ราคาจำหน่ายสำเร็จรูปไม่สูงมากนัก เหมาะสมกับตลาดเป็นอย่างดี
 
ประเทศจีนเป็นคู่แข่งสำคัญ
 
สำหรับอู่ประกอบตัวถังรถบรรทุกนั้น ในเมืองไทยมีอยู่ด้วยกันประมาณ 4 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นที่รู้จักในวงการขนส่งเป็นอย่างดี ในการแข่งขันทำตลาดนั้น ราคาจำหน่ายไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพียงแต่มุ่งไปที่ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการให้มีเทคโนโลยีสูง น้ำหนักเบา สามารถใช้งานได้นาน รวมถึงบริการหลังการขายที่ดีด้วย จึงไม่ต้องทำการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพียงแต่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแข่งขันกันเท่านั้น
 
แต่คู่แข่งที่ต้องจับตามองเป็นอย่างมาก ก็คือรถใหญ่จากประเทศจีน เพราะมีรถใหญ่หลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญก็คือ ราคาจำหน่ายนั้นต่ำมาก เนื่องจากใช้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพไม่สูง มีอายุการใช้งานไม่ยาวนาน แต่สามารถดึงดูดความต้องการของลูกค้าได้มาก เพราะต้นทุนไม่สูง เมื่อมาใช้งานเพียง 2-3 ปี ก็หมดสัญญาแล้ว เมื่อขายทอดตลาดก็หมายถึงกำไร ทำให้อู่ประกอบตัวถังรถบรรทุกในเมืองไทยต้องรวมตัวกัน เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้กลุ่มลูกค้าหลงไปในทางที่ผิด
 
ปี 61 ตั้งนิคมอุตฯ ของตัวเอง
 
ด้วยแผนการที่วางไว้จะรวมโรงงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอู่ต่อตัวถังรถบรรทุกสินค้า อู่ต่อตัวถังรถบรรทุกน้ำมัน รวมทั้งอู่ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ในอ.ศรีราชา และจ.ชลบุรี นำมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันที่โรงงานแห่งใหม่ ในจ.ระยอง ซึ่งมีพื้นที่กว่า 60 ไร่ เรียกว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมของตัวเองเลยก็ว่าได้
 
ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบ ที่จะตั้งไลน์ประกอบตัวถังรถบรรทุกสินค้า ตัวถังรถดัมพ์ พื้นเรียบและก้างปลา รวมถึงรถบรรทุกน้ำมันและวัตถุอันตราย อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นแผนกผลิตชิ้นส่วน เพื่อใช้ประกอบตัวถังแบบต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จและดำเนินการได้ใน 2 ปีข้างหน้าหรือปี 2561 นั่นเอง
 
ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การผลิตสินค้าทุกอย่างเป็นไปตามแบบระบบ สามารถควบคุมกำลังการผลิตได้ง่าย เพื่อให้เป็นไปตามกำลังความต้องการของตลาด
 
สำหรับเมืองไทยที่จะได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางขนส่งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลกำหนดเพียงอย่างเดียว ต้องมีจุดพักรถใหญ่ ตามสถานีรถไฟก็ต้องมีแหล่งชุมชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงต้องทำให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้าต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมนั้นง่ายขึ้นไปอีก