โดย…เฉลิมชัย หุ่นนาครินทร์ทร

ในปี 2557 ในยุคที่รัฐบาลชุดทหารนี้ได้เข้ามาดูแลประเทศอย่างเต็มตัว ถือได้ว่าเป็นการช่วยทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศอยู่ได้ เพราะช่วยแก้ไม่ให้คนเสื้อสีต่าง ต้องมาคอยทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะทำให้ประเทศพังทลาย และไม่ได้รับความเชื่อถือจากต่างประเทศ

แต่ด้วยความที่ไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจ จึงทำให้การบริหารประเทศยากยิ่งนัก อย่างเรื่องที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือเรื่องรถเมล์ ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถร่วมบริการ ขสมก. ที่ถือว่า นำเงินทุนของประเทศมาใช้อย่างไม่ถูกหลักการ และปล่อยให้เรื่องคาราคาซังเป็นเวลานาน จนสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

ที่เห็นชัด ๆ ก็คือเรื่องรถเมล์ NGV เพราะมีผู้ที่ประมูลชนะมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะมีการฟ้องร้องกันไปมา รวมทั้งยังมีนักสังเกตการณ์วิเคราะห์ว่า ผู้ใหญ่ของ ขสมก. ทำการอนุมัติโดยไม่ถูกต้อง ทำให้คนไทยฝันค้างแล้วฝันค้างอีก และไม่รู้จะได้ขึ้นรถเมล์ NGV คันใหม่ได้เมื่อไหร่ ที่สำคัญยังจะทำให้อากาศในกรุงเทพฯ สะอาดขึ้นอีกด้วย

อีกเรื่องประเด็นก็คือรถเมล์ร่วมฯ ขสมก. โดยเรื่องแรกคือทางรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงการดูแลใหม่ จากเดิมที่รถเมล์ร่วมฯ ขสมก. ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับ ขสมก. ซึ่งเป็นผู้ดูแลรถร่วมฯ ทั้งหมด ได้เปลี่ยนใหม่ให้ทางกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ดูแลแทน พร้อมได้วางเส้นทางการวิ่งใหม่ให้อีกด้วย แต่ด้วยเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปีครึ่งเรื่องราวก็ยังไม่สามารถสรุปได้ ต้องให้ทาง ขสมก. ดูแลไปก่อน

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ทาง ขสมก. ได้เรียกเก็บค่าสัมปทานรถร่วมฯ มากถึงวันละ 300 บาทต่อคัน จากเดิมที่เก็บเพียงแค่วันละ 100 กว่าบาทต่อคันเท่านั้น ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ก็ยังต้องกินเวลาต่อไปอีกและยังไม่สามารถสรุปได้ และก็ไม่รู้ว่าจะนานอีกแค่ไหน

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งถือว่าเสียเปรียบประเทศจีนเป็นอย่างมาก คือการสั่งให้มีการเปลี่ยนทั้งรถตู้ร่วมบริการ ขสมก. และรถตู้ร่วมบริการ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. จากเดิมที่เป็นรถตู้ ซึ่งมีราคาประมาณคันละประมาณ 1.4 ล้านบาท ให้เป็นรถมินิบัสร่วมฯ ขสมก. และร่วมฯ บขส. แทน ซึ่งมีราคาสูงถึงคันละ 2.2 ล้านบาท ถึง 2.6 ล้านบาท ด้วยสาเหตุเดียวคือเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ซึ่งกฎระเบียบนี้จะเริ่มใช้ในปี 2561-2563 เพราะเวลานี้เป็นช่วงที่หมดสัมปทานวิ่งรถตู้ร่วมฯ พอดี

แต่จากข้อมูลที่ได้จากโรงงานประกอบรถมินิบัสจากประเทศจีน พบว่า มีราคาจำหน่ายภายในประเทศ เพียงแค่คันละประมาณ 1.5 ล้านบาทเท่านั้น แม้จะต้องเสียภาษีนำเข้ามาไทยถึง 40% ราคาจำหน่ายก็ไม่น่าจะถึง 2.2 ล้านบาท แบบนี้ถือเป็นการเอาเปรียบกันชัด ๆ

แม้ว่าทางรัฐบาลจะรู้เรื่องข้างต้นมาอย่างลึกซึ้งและเป็นอย่างดี แต่ก็ยังหาข้อสรุปที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างลงไม่ได้ เพราะยังติดอยู่ที่ผู้ใหญ่ของหน่วยงานต่าง ๆ คงต้องรอให้เอกชนผู้เป็นเจ้าของธุรกิจออกมาเรียกร้องเพื่อที่จะได้ประโยชน์ในการดำเนินงานต่อไป

ถือได้ว่า ทางรัฐบาลชุดทหารนี้ทำงานในด้านรถโดยสารสาธารณะช้ามาก ต้องรอให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการอยู่ ต้องเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นแทนทีละราย ๆ เพราะทนต่อการขาดทุนไม่ไหว หรือไม่ก็คงต้องรอให้คนไทยตายไปก่อน รัฐบาลถึงจะทำงานได้ประสบผลสำเร็จ

Advertisement