บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เป็นบริษัทคนไทย 100% ที่ทำธุรกิจ GPS ระบบติดตามทั้งรถเล็กและรถใหญ่เป็นเวลากว่า 20 ปี โดยการให้บริการเป็นแบบ One Stop Service จึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจติดตามรถของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของ ดี.ที.ซี. สามารถส่งออกไปกว่า 12 ประเทศ (ประเทศจีน ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, อินเดีย, บังคลาเทศ, เวียดนาม, ลาว, เคนยา, มาเลเซีย, ฮ่องกง,เมียนมา,กัมพูชา)  
 
 
ดี.ที.ซี. เติบโต 30% 
 
คุณทศพล คุณะเพิ่มศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ธุรกิจเราโตขึ้นประมาณ 20% ถึง 30 % เป้าหมายของเราในปีนี้คือจะทำ GPS ให้ครบทุกความต้องการของลูกค้าในกลุ่มต่าง ๆ ทั้งรถใหญ่ รถขนาดกลาง รถขนาดเล็ก  หรือสำหรับลูกค้าที่ต้องต่อทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก รวมถึงรถส่วนบุคคล ดังนั้นเราจึงมีของครบในทุก Section ตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ เรายังพัฒนาในเรื่องของโปรแกรมต่าง ๆ  เช่น โปรแกรมทางด้าน Transport Management System และโปรแกรมทางด้าน MA ซึ่ง ก็จะเขามาช่วยในเรื่องการบริหารจัดการรถได้แบบครบวงจร  ส่วนสิ่งที่ผลักดันให้เราประสบความสำเร็จหรือทำให้ธุรกิจโตขึ้นนั้นคงต้องเรียนตามตรงว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องที่มีกฎหมายออกมาบังคับใช้ให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ GPS ในรถขนส่งสาธารณะด้วยครับ
 
ติด GPS คุ้มค่าเร็ว
 
ตลาด GPS ในเมืองไทยปัจจุบันค่อนข้างมีความตื่นตัว ด้วย GPS เริ่มเข้ามามีความจำเป็นในการควบคุมดูแลจัดการด้านการขนส่งเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ปัจจุบันราคาของ GPS ถือว่าลดลงมาเยอะ ลงทุนติดตั้งสักสองสามเดือนก็คุ้มค่าแล้ว เพราะเป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์ได้ว่ามีความคุ้มทุน เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อการควบคุมค่าใช้จ่าย
 
DTC สินค้าคุณภาพ
 
หลังจากที่มีกฎหมายออกมาบังคับก็เริ่มน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริโภค ด้วยมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขันทางด้านราคา ซึ่งอาจจะเป็นทั้งการแข็งขันแบบปกติและแข่งขันแบบพิสดารโดยมีการเอา Component หรือส่วนประกอบที่คุณภาพไม่ดีมาทำราคา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในส่วนของผู้บริโภค เพราะถ้าสเปคสินค้าต่ำลง อายุการใช้งานก็จะน้อยลงตามไปด้วย ในส่วนของ DTC เอง เรามุ่งมั่นในการคัดสรรค์ของที่มีคุณภาพ สามารถใช้งานได้คงทนจ่ายเงินครั้งเดียวใช้ได้นาน ซึ่งอยากเรียนว่าทางเรามุ่งแข่งขันในเรื่องของคุณภาพสินค้าและการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้ามากกว่าที่จะแข็งทางด้านราคา
 
สำหรับนวัตกรรมปีนี้เราจะเน้นในเรื่องของกล้อง ซึ่งจะเข้ามาเป็นส่วนเสริม โดยใช้ซิมเพียงซิมเดียวก็สามารถใช้งานกล้องได้แล้ว ซึ่งกล้องติดรถยนต์นั้นสามารถให้ข้อมูลได้แบบครบวงจร  นอกจากนี้ ออพชั่นต่าง ๆ ที่เรากำลังพัฒนาขึ้นมา คือ ตัวเช็คลมยางแบบออนไลน์ที่สามารถทราบถึงระดับลมยางได้แบบเรียลไทม์ โดยการเติมลมยางในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10% อีกทั้งยังช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเติมลมยางในระดับที่แข็งไปหรืออ่อนไปได้อีกด้วย
 
ทีมช่างมีทุกจังหวัด
 
เรามีทีมบริการเป็น 100  คน และมีความตั้งใจ และพยายามที่จะขยายสาขาให้ครบทั่วทุกภาคของประเทศ โดยภายในปีหน้าสิ่งที่เราคิดเอาไว้ คือ เราจะมีช่างประจำอยู่ทุกจังหวัด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีช่างของเราพร้อมให้บริการ ซึ่งถือว่าช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการนัดพบช่าง อีกทั้งเรายังมีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์จากเดิมที่อาจจะจำยาก เราจึงทำให้เป็น Call Center ขนาดใหญ่  โดยเปลี่ยนเป็นเบอร์ 1176  ซึ่งจดจำได้ง่าย  และมี Help Desk ที่คอยดูแลรับเรื่องเพื่อการแก้ปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมี IT ที่ Onsite เข้าไปติดตั้งโปรแกรม และสอนการใช้งานโปรแกรมให้แก่ลูกค้า ซึ่งการให้บริการหลังการขายนั้นเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาตลอดกว่า 20 ปี ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจุดแข็งนี้เองที่ทำให้เรารักษาความเป็นหนึ่งเอาไว้ได้
 
“ตอนนี้ผมมองว่าตลาดค่อนข้างเปิด ด้วยมีกฎหมายเข้ามาควบคุม เพราะฉะนั้นเราจึงเริ่มกระจายพนักงานขายของเราในทุกจังหวัดของประเทศ รวมถึงเรื่องของการเปิดดีลเลอร์ และกำลังคุยกับพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ต่าง ๆ ที่อาจจะเอาสินค้าของเราไปขายในช็อป ซึ่งเร็ว ๆ นี้ก็จะมีข่าวประกาศออกมาว่าจะมีสินค้าของเราขายในช็อปของค่ายอย่างไรบ้าง” 
 
เล็งเปิดสาขาอาเซียนเพิ่ม
 
ตอนนี้เรามี Partner เป็นบริษัทใหญ่ของญี่ปุ่น คือ บริษัท ยาซากิ ซึ่งเราได้ทำโปรเจคร่วมกัน คือการให้บริการติดตั้ง OEM อุปกรณ์ในรถของ ฮีโน่ ซึ่งตอนนี้นอกจากจะติดตั้งในเมืองไทยแล้วเรายังมีแผนที่จะทำการรุกตลาดไปที่ มาเลเซีย อินโดนีเซียในประมาณหนึ่งปีหรือสองปีข้างหน้า ส่วนที่เราไปเปิดไว้เองแล้ว คือที่เวียดนาม และสปป.ลาว ซึ่งเรามีผู้แทนจำหน่ายอยู่ที่สปป.ลาวเป็นดีลเลอร์ของเราเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เมียนมา กับที่กัมพูชาวางแผนไว้ว่าภายในปีนี้หรือปีหน้าเราน่าจะไปเปิดสาขาเพิ่ม ซึ่งเราได้ทดลองเอาระบบของเราไปทดสอบเรียบร้อยแล้ว
 
“ประเด็นที่อยากฝากให้ทราบ คือ การเลือกซื้อ GPS ควรเลือกเจ้าที่มีการบริการหลังการขายที่ดีและเชื่อถือได้ ซึ่งทีมงานบริการหลังการขายต้องหมั่นพัฒนาการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นอยากฝากไว้ว่าการเลือกซื้อ GPS อย่าดูเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว ขอแนะนำว่าควรเลือกซื้อกับมืออาชีพจะดีกว่า เพราะว่าจำเป็นต้องมีงานบริการหลังการขายที่ต้องดูแลกันต่อไป การเลือกซื้อกับมืออาชีพ เราลงทุนเพียงครั้งเดียว ดี.ที.ซี. เองก็ทำธุรกิจนี้มากว่า 20 ปี ถ้าเราทำงานแบบไม่มีมาตรฐานหรือขาดความรับผิดชอบ เราคงไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้มาได้ถึง 20 ปี ก็อยากฝากว่าถ้าคิดถึง GPS ก็ให้คิดถึง DTC ด้วย”