ในนิยามโลกธุรกิจมีความเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจ1+1 จะมากกว่า 2 หรือที่เรียกกันว่า “Synergy” หมายถึง เป็นการร่วมมือกันตั้งแต่สองหน่วยธุรกิจขึ้นไปได้มีการทำงานร่วมกันจะสามารถให้ผลลัพธ์มากกว่าที่แต่ละหน่วยธุรกิจทำ ซึ่งการดำเนินธุรกิจอย่างโดดเดี่ยวจะไม่สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีการนำธุรกิจตั้งแต่สองหน่วยธุรกิจขึ้นไปมาส่งเสริมซึ่งกันและกัน มาควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน หรือการนำความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ที่แตกต่างกันมารวมกันเพื่อต่อยอดเป็นจุดแข็ง สำหรับการสร้างพันธมิตรในการร่วมพลังทางธุรกิจ (Business Synergy) ในธุรกิจโลจิสติกส์นั้นมีเป้าหมายหลัก คือ ธุรกิจต้องมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive Cost)

ตัวอย่างกรณีศึกษา บริษัท เอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ภายใต้แบรนด์ SCG EXPRESS โดยบริษัทลงทุนขยายเครือข่ายการรับส่งสินค้าให้ครอบคลุมทุกอำเภอทุกจังหวัด 99.9% ของพื้นที่ทั่วไทย ภายหลังจากจับมือกับ บมจ.ปตท.เปิดจุดให้บริการที่ FIT Auto จากปัจจุบันมีศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส 30 สาขา เป็นจุดกระจายพัสดุ และจุดบริการตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent) กว่า 500 แห่ง ครอบคลุม 40 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ ในภาคกลาง ภาคตะวันออก ตะวันตก แต่ในภาคเหนือและใต้ รวมถึงรองรับการเติบโตตลาดอีคอมเมิร์ซอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มในกลุ่มเกษตรกร และสินค้า OTOP เพราะเป็นรายแรกที่ให้บริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิได้ ซึ่งยังจำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และมีแผนกำลังขยายไปในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ก่อนที่มีโอกาสขนส่งสินค้าประเภทนี้ ซึ่งในเครือ SCG มีบริษัทโลจิสติกส์ครบวงจร ฉะนั้นการบริการ fulfillment จึงเป็นการ synergy กับ SCG Logistics อีกทั้งการนำจุดเด่นนวัตกรรมในการบริการมาใช้ในการแข่งขัน

ส่วนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็มองเห็นสอดคล้องกับกรณีของ SCG EXPRESS ว่า การแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการร่วมมือกับ บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจาก โดยเพิ่มจุดรับฝากให้ใช้บริการได้ง่ายขึ้น พร้อมจัดเส้นทางขนส่งใหม่ส่งตรงจังหวัดใหญ่ ๆไม่ต้องผ่านศูนย์ ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มจำนวนพนักงานในจุดที่ปริมาณหนาแน่น เช่น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รองรับการขยายของเมือง และสร้างศูนย์ไปรษณีย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในจังหวัดสกลนครและราชบุรี ช่วยกระจายไปรษณีย์ภัณฑ์ จากเดิมมีอยู่แล้ว 18 ศูนย์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ CA Post หรือระบบบริการเคาน์เตอร์อัจฉริยะรองรับการให้บริการที่ดีขึ้น โดยเป้าหมายปี 2561 คือการเพิ่มศักยภาพรองรับปริมาณงานในระบบนำจ่ายให้ได้อย่างน้อย 10% และขยายพื้นที่การส่งให้ถึงมือผู้รับในวันถัดไปให้ครอบคลุมถึงหัวเมืองรองทั้งหมด ส่วนบริการ fulfillment ที่เป็นบริการ Pick&Pack เริ่มให้บริการแล้วบางพื้นที่แต่ด้วยปริมาณงานที่มีเข้ามามาก ทำให้มีแนวคิดว่า จะมีการตัดแบ่งงานส่วนนี้ไปให้บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ดำเนินการแทน

ส่วนกรณีศึกษาสุดท้าย สายงานรับส่งพัสดุ เคอรี่โลจิสติกส์ กรุ๊ป สาขาประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทลงทุนหลายพันล้านบาทเพื่อเป้าหมายหลักคือต้องการขยายจุดบริการให้ครอบคลุมและเข้าถึงลูกค้าให้มากที่สุด จากปัจจุบันมีจุดให้บริการกว่า 1,500 สาขาทั่วประเทศ มีศูนย์กระจายสินค้าอีกกว่า 600 แห่ง ทุกจังหวัด เครือข่ายครอบคลุม 99.99% ของประชากร ได้จับมือกับเครือเซ็นทรัล เพื่อขยายบริการขยายฐานลูกค้าในแฟมิลี่มาร์ทช่วยให้เข้าถึงทำเลที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยขยายเวลาบริการเป็น 24 ชั่วโมงในกรณีร้านสะดวกซื้อ หลังจากนี้จะเปิดให้บริการใหม่ ๆ เช่น อนุญาตให้ลูกค้าพรินต์บาร์โค้ดด้วยตนเอง เพื่อความสะดวก และมีแผนเปิดตัวแอปพลิเคชั่นสำหรับลูกค้าคนไทยอีกด้วย รวมทั้งสร้างศูนย์คัดแยกสินค้าขนาดใหญ่เพิ่มอีก 3 แห่ง และขยายเฟส 2 ของศูนย์ฯบางนา กม.19 เป็นต้น

อนึ่ง จากสภาพธุรกิจโลจิสติกส์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า ในอนาคตการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์จากต่างประเทศจะเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การร่วมมือกันในลักษณะ Synergy ที่เป็นการบูรณาการจะนำไปสู่ความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบทั้งทางด้านการค้า การลงทุน การให้บริการโซลชันต่าง ๆ ด้านบริหารสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อลดการลงทุนที่จะมีความซ้ำซ้อน มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ กระแสการควบรวมกิจการหรือการซื้อกิจการ (Merger & Acquisition : M&A) และการร่วมทุน (Joint Venture) จะมีแนวโน้มและมีบทบาทต่อการดำเนินโลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้นด้วยในยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดย…ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี