โดยวณัฐสุข สงวนศิริ 

ความปลอดภัยหมายถึงการปราศจากภัย เป็นคำนิยามสั้น ๆ ที่พอจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก “อุบัติเหตุคือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาอยากให้เกิดกับตนเอง กับญาติพี่น้อง กับเพื่อนร่วมงานและกับผู้ร่วมใช้ถนน”

เป็นความจริงครับไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกเพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งนั้นทำให้เกิดผลเสียผลกระทบอะไรบ้าง กระทบทั้งร่างกายและทรัพย์สิน กระทบถึงส่วนรวม ชาวบ้านชาวช่องก็ต้องพลอยเดือดร้อนเสียเวลาทำให้รถติดการสัญจรก็ล่าช้าพลังงานก็สิ้นเปลืองการเลื่อนก็เสียเงินเสียค่าโทรศัพท์ ทั้งเถ้าแก่และคนขับก็ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะนำมาซึ่งความสูญเสีย โดยเฉพาะเถ้าแก่หรือหน่วยงานต้นสังกัดจะกลัวการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก ๆ

จริงอยู่รถทุกคันมีประกันภัย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็ต้องจอดซ่อมหลายเดือนนั่นก็หมายความว่าเสียโอกาสทำเงินแต่ค่างวดก็ยังคงเดินไปตามปกติ อุบัติเหตุไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นนะครับ เกิดทั่วโลกโดยจากสถิติขององค์การอนามัยโลกบอกไว้ว่า 172 ประเทศมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทุกประเทศเพียงแต่มีมากบ้างน้อยบ้างส่วนประเทศไทยของเราก็อยู่ในกลุ่มที่มีตัวเลขการเกิดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างสูง เขาแบ่งไว้เป็น 4 สี ๆ แดงคือสีที่มียอดคนตายมากสุดและไทยเราก็อยู่ในสีแดงครับ

ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เราก็น่าจะมีเพียงแค่ 2 อย่าง ๆ แรกคือความรู้ที่ร่ำเรียนมากตามข้อกำหนดตามเกณฑ์ของแต่ละประเทศ และอีกอย่างหนึ่งก็คือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงาน

ผมยกตัวอย่างงานขับรถบรรทุก สมมติว่าคนขับเรียนจบระดับปริญญาตรีก็เรียนมาหลากหลายวิชา ส่วนวิชาการขับรถไม่ได้เรียน ก็มีโอกาสได้ผ่านตาก็ตอนที่สอบใบขับขี่ได้ทำข้อสอบได้ผ่าน ๆ หูผ่านตาไปบ้าง เมื่อสอบผ่านก็แทบจะลืมทั้งหมด บางคนจำข้อแรกไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าข้อสอบถามว่าอะไร เมื่อสอบผ่านทฤษฏีแล้วก็ปฏิบัติสอบตามฐานต่าง ๆ เมื่อผ่านทุกฐานก็ได้ใบอนุญาตให้ขับรถได้ตามกฎหมาย

เรา ๆ ทุกคนเมื่อขับรถเป็นครั้งแรกสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเหงื่อเต็มฝ่ามือ ประหม่าบ้าง กลัวบ้าง ทำผิดพลาดบ้าง หมุนกะพวงมาลัยผิดบ้าง จะให้สัญญาณไฟเลี้ยวก็เลื่อนแกนปัดน้ำฝน กว่าจะชำนาญต้องใช้เวลามากพอสมควร จะอย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ๆ

สำหรับการจะสร้างความชำนาญก็คือ “ฐานความชำนาญ” มนุษย์เราจะจดจำสิ่งแรกที่เราได้รู้เราได้ยิน โดยเฉพาะการขับรถ เพราะเมืองไทยเราอาศัยรุ่นพี่เชื่อรุ่นพี่ เมืองไทยเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาการจะเป็นรถการจะไปสอบใบขับขี่ก็ผ่านการเป็นเด็กรถ

ดังนั้นก็ต้องเชื่อตามสิ่งที่ลูกพี่ปฏิบัติตามที่ลูกพี่สอนแนะนำ ทีนี้ลูกพี่ก็มาจากหลายสำนัก แน่นอนครับแต่ละสำนักก็มีกระบวนท่าที่แตกต่างกัน บางสำนักก็คล้าย ๆ กัน บางสำนักก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็มาอยู่ในเวทีเดียวกันคือ “ถนน” เวทีที่จอมยุทธ์ทั้งหลายโคจรมาเจอกัน เราจึงเห็นหลากหลายกระบวนท่า ซึ่งจริงแล้วพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่นั้นมีมากถึง 5 พฤติกรรม

สำหรับถนนทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลางของสังคม ของประเทศ โดยมีกฎกติกากลางหรือกติกาสากลที่เหมือนกันไว้ให้ทุกคนปฏิบัติ เช่น ความเร็ว ป้ายเตือน ป้ายห้ามต่าง ๆ เป็นต้น “ทุกคนปฏิบัติตามกฎกติกากลางก็ย่อมยากที่จะเกิดอุบัติเหตุ” การขับรถให้มีความปลอดภัยต้องใช้เวลาหลายปี บางคนอาจถึง 3 ปีหรือมากกว่านั้น ลำพังเพียงได้ใบขับขี่มาพกในกระเป๋าอย่าหวังเลยครับว่าจะปลอดภัย 100 % เพราะการขับรถมีองค์ประกอบต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย

เราต้องไม่ลืมครับว่าใบขับขี่ที่ได้มาช่วงแรก ๆ นั้นมันยังไม่เพียงพอสำหรับการจะช่วยให้เราเป็นมืออาชีพที่ปลอดภัย จำเป็นจะต้องหางานทำและฝึกฝนการขับในถนนจริง ฝึกการปฏิบัติงานเพื่อความชำนาญ ไปอีกระยะหนึ่งความเก่งความคล่องหรือประสบการณ์ก็จะบังเกิด ในช่วงแรกก็ควรปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สร้างวินัยให้แก่ตนเอง สร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสิ่งใหม่เพราะสิ่งที่เรากำลังทำคือสิ่งใหม่ การขับรถหากไม่แน่ใจก็ขอให้ช้า ๆ ไว้ก่อน

หากเมื่อใดที่ไม่แน่ใจก็อย่าเสี่ยงเดาสุ่มแต่ขอให้หยุดแล้วถามแล้วหาแนวทาง การวางแผนการเดินทางก็มีความสำคัญอย่างมาก ๆ ครับทั้งมือใหม่และมือเก่า จะไปส่งสินค้าที่ไหน ใช้เส้นทางใด มีทางเลี้ยวมีทางแยก ณ จุดใดบ้าง ความเร็วแต่ละจุดกำหนดไว้เท่าไหร่ การวางแผนการเดินทางจะเป็นหนึ่งแนวทางสร้างมืออาชีพครับ