ถ้าเอ่ยชื่อ ”หจก.ชัยยศทรานสปอร์ต” เชื่อเหลือเกินว่าคนในแวดวงรถบัส น้อยคนที่จะไม่รู้จักชื่อนี้ เริ่มจากรถโดยสารประจำทางเพียงคันเดียว จนมาถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว ด้วยคุณภาพและบริการที่ทำให้ครองใจผู้ใช้บริการมาโดยตลอด วันนี้ Bus & Truck ขอพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ “ป๋ายวง” ของพี่น้องในวงการรถโดยสารให้มากยิ่งขึ้น

ก้าวแรกจากรถ10

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เริ่มธุรกิจด้วยการมีรถประจำทาง 10 อยู่ 1 คัน ช่วงนั้นโรงงานในกลุ่มบริษัท NMB (มินิแบ) มาเปิดโรงงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทางโรงงานจึงได้ว่าจ้างรถบัสให้วิ่งรับส่งพนักงาน

“ระยะแรกนั้นเช่าเหมาเป็นแบบรายวัน ในยุคนั้นยังไม่มีรถรับจ้างไม่ประจำทาง30 ซึ่งผมได้เล็งเห็นแล้วว่าต่อไปในอนาคต ถ้ามีโรงงานอุตสาหกรรมมาเปิดเพิ่มขึ้นก็น่าจะมีช่องทางในการทำธุรกิจรถ30 จึงได้ขอประกอบการรถโดยสารไม่ประจำทางกับกรมการขนส่งทางบกในปี พ.ศ.2526  ใช้ชื่อ ”หจก.ชัยยศทรานสปอร์ต” ซึ่งเป็นชื่อของลูกชาย ถือว่าเป็นผู้ประกอบการรถรับจ้างไม่ประจำทางรายแรกของ จ.พระนครศรีอยุธยาในขณะนั้น”

เริ่มจากรถเพียงแค่คันเดียว

ต่อมาเมื่อโรงงานมีการขยายงานและว่าจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการในการเพิ่มปริมาณรถที่ให้บริการเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันนี้จำนวนรถที่ให้บริการมีประมาณ 400 คัน วิ่งที่โรงงานมินิแบประมาณ 300 คัน อีกส่วนหนึ่งประมาณ 100 คันวิ่งให้กับโรงงานโตชิบาที่นวนคร

“โรงงานที่วิ่งอยู่ในปัจจุบัน เป็นโรงงานที่วิ่งมาตั้งแต่สมัยเริ่มกิจการรถบัส  โอกาสที่จะไปวิ่งให้กับโรงงานหรือลูกค้ารายอื่นๆ ตอนนี้ยังไม่มี เพราะปัจจุบันธุรกิจรถบัสใช้เงินลงทุนเยอะ การต่อรถบัสใหม่ 1 คัน ต้องใช้เงิน 2 ล้านกว่าบาท จึงยังไม่ได้เพิ่มรถไว้สำหรับโรงงานหรือลูกค้าเจ้าอื่น จะเน้นรายเดิมเสียมากกว่า”

เลือกใช้แต่ของดีเท่านั้น

หัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจ คือให้ระลึกว่าเราอยู่ในฐานะผู้ให้บริการ “ผมเลือกใช้แต่ของดีๆ อย่างรถ 8 ล้อเราใช้รถวอลโว่เป็นรถห้างทั้งหมด สาเหตุที่เลือกใช้วอลโว่ ช่วงนั้นผมไปต่อรถกับเจ๊เกียว (คุณสุจินดา เชิดชัย) ท่านก็แนะนำให้ทดลองใช้วอลโว่ดู พอผมมาลองใช้เองก็รู้สึกว่ามันใช้ดีจริงๆ ความปลอดภัยค่อนข้างเป็นเลิศ เลยเลือกใช้วอลโว่มาโดยตลอด ส่วนรถพัดลมที่ใช้จะเป็นแชสซีส์เบนซ์ เครื่องยนต์นิสสัน ช่วงล่างฮีโน่ จะเหมือนกันเกือบทั้งหมดเพื่อง่ายต่อการจัดหาอะไหล่ และซ่อมบำรุง เรื่องการดูแลรถปัจจุบันผมมีทีมช่างดูแลทั้งหมด ไม่ว่าระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์ หรือแม้แต่เปลี่ยนยางเราก็มีครบวงจร ถือว่าเป็นองค์กรใหญ่พอสมควร เฉพาะคนขับรถ 400 กว่าคน ไม่รวมช่าง ไม่รวมคนดูหน้างานตามโรงงานต่างๆ ที่เราวิ่งซึ่งใช้โรงงานละ 2 คน”

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

รถบัสทุกคันจะมีระบบ GPRS สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้โดยตลอด พร้อมมีวิทยุสื่อสาร “เรามีศูนย์วิทยุของชัยยศทรานสปอร์ต ที่เช่าสัญญาณจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยโดยตรง เดือนๆ หนึ่งอุบัติเหตุกับรถของบริษัทค่อนข้างน้อย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แทบจะไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ สมัยก่อนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยควบคุมอย่างทุกวันนี้ ผมจะให้คนไปคอยสังเกตการณ์ตามจุดต่างๆ ที่รถวิ่งผ่าน อย่างสายเอเซีย บางปะอิน หินกอง หนองแค คอยดูพฤติกรรมการขับรถของเขา เสียงสะท้อนจากลูกค้ากลับมาถือว่าดี ส่วนมากจะได้รับคำชมมากกว่า เพราะรถของเรามีอุบัติเหตุน้อย คนขับของผมมีการฝึกอบรมโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาล เช่น วันสงกรานต์ ปีใหม่ มีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ เครื่องตรวจปัสสาวะ โดยผมจะทำการสุ่มตรวจเอง”

ผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมัน

ช่วงวิกฤตที่แทบเอาตัวไม่รอดเมื่อประมาณปี พ.ศ.2540 น้ำมันลิตรละ 40 กว่าบาท ราคาวิ่งเท่าเดิมแต่น้ำมันขึ้นแทบทุกวัน สมมุติผมวิ่งในราคา 1 เดือนวิ่ง 24 วัน ได้ค่าจ้าง 35,000 บาท แต่ถ้าน้ำมันขึ้นมาวิ่งราคา 35,000 บาท ผมขาดทุน แต่เราก็ต้องแบกรับภาระ ผมจำเป็นต้องวิ่ง ถ้าไม่วิ่งมันจะผิดกับสัญญา ผิดในฐานะและหน้าที่ของผู้ให้บริการ

*ปัญหาเรื่องอะไหล่

เรื่องอะไหล่ที่หายากตอนนี้เป็นของนิสสัน เพราะผมใช้เยอะและค่อนข้างแพง ยิ่งช่วงนี้ประเทศแถบอินเดียมีความต้องการใช้มาก อะไหล่ที่เข้ามาในไทยก็จะน้อยลง ราคายางที่ปรับขึ้นก็ถือว่ามีผลกับธุรกิจเยอะ ยางขึ้นราคาเส้นละ 600 บาท รถ 400 คัน ถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย

มุมมองวงการรถบัสจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ธุรกิจรถบัสในสมัยก่อนนั้นอยู่กันแบบสบายๆ เพราะผู้ประกอบการไม่มาก แต่ในปัจจุบันการแข่งขันมีสูง อย่างโรงงานที่วิ่งให้บริการก็มีเจ้าอื่นเข้ามาเสนอเหมือนกัน แต่เรื่องตัดราคาถ้าจะให้ผมไปเสนอราคาแข่งกับเจ้าอื่นผมไม่ทำ เพราะจะรู้ความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดว่าโรงงานนี้ใครวิ่งอยู่ รถของผมมีเยอะ ถ้าไปตัดราคาแข่งกับเขามันจะไม่ดี ดูเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก

วางแผนสำหรับอนาคต

ตอนนี้โชคดีที่ได้ลูกๆ เข้ามาช่วยและเขาก็ทำงานได้ดี ผมเองวางมือให้ลูกดูแลบ้างแล้วประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวผมจะดูในเรื่องของโรงงานเสียส่วนใหญ่ ด้านงานท่องเที่ยว รถทัศนาจรจะปล่อยให้ลูกชายทั้งสองเป็นผู้ดูแล อีกไม่เกิน 2-3 ปี ก็น่าจะวางมือจริงๆเสียที คอยให้คำปรึกษากับรุ่นลูก “ที่จริงอายุอย่างผมควรจะหยุดได้แล้ว แต่หยุดไม่ได้ ใจผมมันรัก ตั้งแต่จบชั้น ป.4 ก็อยู่กับรถ กินบนรถ นอนบนรถมาตลอด แม้แต่ลูกทั้งสองคนผมก็เลี้ยงโตมาบนรถ เรียกว่าในหัวใจผมมีแต่รถก็ว่าได้” ป๋ายวงกล่าวทิ้งท้าย