ในปี 2561 นี้ ถือได้ว่ากลุ่มขนส่งขนาดย่อมและขนาดกลาง ยังอยู่ภาวะที่เดือดร้อน เพราะมีงานขนส่งเข้ามาว่าจ้างไม่มากนัก รวมถึงผู้ว่าจ้างไม่ยอมปรับค่าจ้างเพิ่มให้ แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซลจะมีราคาสูงถึงลิตรละ 29 บาทก็ตาม

การประคองธุรกิจขนส่งให้อยู่รอดนั้น ลำพังบริษัทตัวเองที่มีรถพ่วงอยู่ประมาณ 20 คัน ก็ไม่สามารถประคองธุรกิจตัวเองให้อยู่รอดได้ จำเป็นที่ต้องต้องพึ่งพาเพื่อขนส่งที่มีขนาดกลางเหมือนกันมาช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้อยู่รอด

นั่นก็คือ หากใครได้งานขนส่งมาเป็นล็อตใหญ่และมีจำนวนมากก็จะเรียกเพื่อนพ้องที่ไม่มีงานทำให้ไปช่วยเสริมกำลังเพิ่มมากขึ้น โดยสลับหมุนเวียนกันเป็นเช่นนี้ตลอดมา จึงทำให้ธุรกิจขนาดกลางสามารถประคองตัวให้อยู่รอดได้

หรือบางครั้งการเป็นซับขนส่ง ก็มีข้อดีอยู่บ้าง แม้ว่าจะได้กำไรมาไม่ถึงเที่ยวละ 1,000 บาทก็ตาม แต่ก็มีเงินหมุนเวียนมาจ่ายค่าจ้างรายวันให้กับคนขับรถ และเงินเดือนของพนักงานในบริษัท รวมถึงยังมีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่หลายฝ่ายอาจจะนึกไม่ถึง

คือ การที่รถใหญ่ของบริษัทขนส่งแห่งใดแห่งหนึ่ง ได้วิ่งงานอยู่เป็นประจำ แม้จะกำไรหรือขาดทุนบ้าง แต่ก็เป็นการยืนยันในแวดวงขนส่งว่า บริษัทแห่งนี้มีฐานะดีและมีการว่าจ้างขนส่งเป็นประจำ ดังนั้นคนขับที่ว่างงานหรือบางคนที่ต้องการเปลี่ยนงานก็จะมาสมัครเป็นคนขับที่บริษัทเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่ขาดแคลนคนขับเหมือนบริษัทอื่น

จากการสอบถามไปยังสมาชิกนิตยสาร BUS & TRUCK รายหนึ่ง ได้บอกถึงสถานการณ์การขนส่งทางบกในปี 2561 นี้ให้ฟังว่า ในการที่รถขนส่งของตัวเองเกือบ 100 คัน มีงานวิ่งทุกวันนั้น ไม่ใช่ว่า จะมีรายได้มหาศาล และกำไรของรถใหญ่แต่ละคันนั้น ลดน้อยลงกว่าแต่เดิมเป็นอย่างมาก เพราะว่ามีเพื่อนพันธมิตรที่มาประมูลงานเดียวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องลดราคาลงมาแทบจะไม่มีกำไรเลย รวมถึงผู้ว่าจ้างบางรายก็ให้ค่าขนส่งที่ต่ำมากและไม่ปรับราคาค่าจ้างให้ แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซลจะสูงขึ้นก็ตาม

แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาค่าอะไหล่ในการซ่อมรถใหญ่แทบทุกยี่ห้อมีการปรับราคาให้สูงขึ้น แม้ว่าทางบริษัทจะมีอู่ซ่อมรถใหญ่เอง แต่ก็ต้องหันไปซื้ออะไหล่เก่าจากเซียงกงมาซ่อมบ้าง เพื่อที่จะทำให้ต้นทุนลดน้อยลงเท่าที่จะทำได้

แต่การมีคู่แท้ที่ทำการขนส่งด้วยกันคอยช่วยเหลือกัน ก็จะทำให้ธุรกิจขนส่งสามารถประคองตัวให้อยู่รอดต่อไปได้นั่นเอง

โดย…ยกล้อ

Advertisement