ชีวิตคนเราก็เปรียบเสมือนบทละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะมีทั้งโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือแม้กระทั่งมีวิบากกรรมที่เต็มไปด้วยขวากหนาม แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันต่อไป และจากหลายเรื่องราว ผู้ที่ดิ้นรนสู้ทนไม่ถอย จะผลักดันชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

เช่นเดียวกับชีวิตของคุณเกรียงเดช ปุ้มกระโทกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ แอนด์ เค โลจิสติกส์ (2014) จำกัด ที่ใช้ชีวิตการเดินทางมาด้วยความยากลำบาก กราฟชีวิตมีขึ้นมีลง จนสุดท้ายกราฟชีวิตพุ่งสูงมาก เพราะเป็นคนไม่ย่อท้อกับชีวิตจนประสบความสำเร็จทั้งธุรกิจและชีวิตครอบครัว

จุดเริ่มต้นของชีวิต

คุณเกรียงเดช เปิดเผยว่า จากจุดเริ่มต้นการทำงานนั้น เริ่มจากการเป็นพนักงานขับรถบรรทุกตั้งแต่ปี 2538 และอยู่มาหลายบริษัท และเป็นพนักงานขับรถบรรทุกเรื่อยมาหลายปี จนกระทั่งย้ายมาอยู่ในบริษัทขนส่งผลไม้ ซึ่งในขณะนั้น ทางบริษัทดังกล่าวได้ให้เป็นผู้เข้าไปบุกเบิกเส้นทางค้าขายกับประเทศจีน เพราะทางผู้บริหารมีความมั่นใจว่า ประเทศจีนจะเป็นมหาอำนาจในอนาคต จึงให้ตนไปสำรวจเส้นทางว่า ไปทางไหนก็ได้เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน

สำหรับการเดินทางนั้นจะค่อนข้างลำบาก ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์พักค้างแรมข้างทาง ซึ่งก็มีทั้งหม้อหุ้งข้าว น้ำปลา กะปิ และเครื่องครัวต่าง ๆ ไปด้วย เพราะเส้นทางที่จะเข้าไปยังสปป.ลาว ลำบากมาก โดยการเดินทางจะมีคนขับเพียง 2 คน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กลุ่มของตนเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าไปบุกเบิกเส้นทางการเดินรถเชื่อมระหว่างไทยสปป.ลาวเวียดนาม และจีน ถ้าพบว่า ตรงไหนที่มีถนนเราไปหมด และจากการสำรวจ พบว่า เส้นทางจากนครพนมไปยังประเทศจีนจะใกล้ที่สุด

ชีวิตก้าวสู่เจ้าของธุรกิจ

ช่วงที่ทำงานตลอดระยะเวลา 5 ปี ก็ยังเป็นเพียงแค่ลูกจ้างอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสได้ย้ายมาเป็นผู้จัดการบริษัทขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครพนม ก็ได้ย้ายมาทำแต่ช่วงแรกที่ทำบริษัทดังกล่าวนี้ ยังไม่มีรถบรรทุกสักคัน และก็ช่วยบริหารงานให้มีรถบรรทุก 9 คันแรกได้ แต่ก็ต้องทำการขับเองด้วย เพราะคนขับรถไม่เพียงพอ โดยใช้เวลาขับอยู่ประมาณ 2 ปี เมื่อลงตัวแล้วก็ได้หยุดขับรถ และหันมาบริหารอย่างเดียว

ในช่วงระยะเวลาที่ทำงานบริหารอยู่บริษัทแห่งนี้ ก็ได้ตั้งใจเก็บเงินจนสามารถซื้อรถบรรทุกได้คันแรกในชีวิต เมื่อช่วงปี 2013 และได้ออกมาตั้งบริษัทเอง แต่ไม่ได้ใช้ชื่อบริษัทของตัวเอง โดยใช้ชื่อของผู้มีพระคุณในเมืองนครพนมที่คอยช่วยเหลือกันมา จนกระทั่งการบริหารงานไปเข้าตานายทุนใหญ่ และนายทุนได้ขอเข้ามาร่วมทุนด้วย ซึ่งในส่วนของบริษัทตัวเองไม่ได้มีทุนมากมาย แต่นายทุนเอาเงินมาให้บริหารในจำนวนหลายสิบล้าน จึงได้ถอยรถบรรทุกป้ายแดงล็อตใหญ่ออกมา จำนวน 26 คันรวด รวมทั้งจัดซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จนครบวงจร

ก้าวใหม่ของบริษัท J & K

เมื่อครบวาระการแบ่งผลประโยชน์ ก็ไม่ตกมาถึงเราเลยสักบาทเดียว จึงแยกตัวออกมาเริ่มต้นใหม่โดยการตั้งบริษัท เจ แอนด์ เค โลจิสติกส์ (2014) จำกัด ขึ้นมาในปี 2014 แต่ช่วงที่ตั้งบริษัทขึ้นก็ยังไม่มีที่ดินตั้งบริษัท จึงได้เล็งพื้นที่เปล่าของผู้มีพระคุณอีกคนไว้ โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ 3 งาน และการซื้อครั้งนั้นเป็นการซื้อปากเปล่าในวงเงิน 22 ล้านบาท เพราะผู้มีพระคุณรายนี้เชื่อมั่นในตัวเรา และตนได้ช่วยทำการขนส่งจนมีฐานะร่ำรวยขึ้น

หลังจากก่อตั้งบริษัทฯ ได้สำเร็จ จึงได้เริ่มทำงานขนส่งในทันที เพื่อที่จะทำการใช้หนี้สินในการซื้อที่ดินให้เร็วที่สุด และในเวลาเพียงแค่ 5 เดือน ก็ได้ทำการปลดหนี้ได้สำเร็จ และยังสามารถบริหารงานให้มีกำไรได้ด้วย สำหรับสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น เนื่องมาจากได้ทำลูกค้าให้เห็นว่า เราเป็นคนตรงต่อเวลา ขนส่งสินค้าให้มีคุณภาพ

มีรถขนส่ง 164 คัน ไว้บริการ

ปัจจุบันบริษัทฯ มีรถบรรทุกไว้บริการ จำนวน 49 คัน และมีรถร่วมบริการอีกกว่า 70 คัน รวมทั้งยังมีรถเวียดนามอีก 45 คัน ซึ่งรถเวียดนามนี้ เราได้เริ่มดำเนินการได้หนึ่งปีเศษ ๆ ซึ่งเป็นรถที่ทางบริษัทฯ ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมการขนส่งให้กับบริษัทฯ ด้วยหลักการที่ว่า นำคนเวียดนามมาฝึกงาน และฝึกภาษาไทยที่บริษัทฯ เป็นเวลา 1 ปี เมื่อฝึกงานให้มีความเชี่ยวชาญ และรู้วิธีการดูแลสินค้าให้ลูกค้าแล้วก็จัดซื้อรถบรรทุกให้ 1 คัน คันละ 1.82 ล้านบาท และมอบรถให้เป็นของตัวเองเลย แต่มีสัญญาใจที่ไม่ต้องเซ็นสัญญาว่า ต้องวิ่งให้กับทางบริษัทเราเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ ลงทุนให้ หางานขนส่งให้ทั้งหมด หักแค่เปอร์เซ็นต์ตามที่ควรจะได้ ซึ่งเป็นการบริหารแบบ WIN-WIN ทั้งคู่ และจะดำเนินโครงการนี้ต่อไปเพื่อให้เติบโตเท่า ๆ กัน

รถบรรทุกที่เวียดนามจะมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าไทย หรือใช้ได้ประมาณเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น เพราะไม่มีศูนย์บริการ และการซ่อมก็จะซ่อมกันแบบบ้าน ๆ ซ่อมกันเอง ซ่อมแบบขอไปที เพราะที่เวียดนามยังตามหลังไทยอยู่ประมาณ 20 ปี และน้ำมันก็มีคุณภาพต่ำกว่าไทย เครื่องจึงพังง่ายกว่าไทย ซึ่งแตกต่างจากไทย เมื่อซื้อแล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องซ่อมบำรุง เพราะทางค่ายรถดูแลให้หมด เมื่อถึงเวลาที่ต้องปลดระวางก็ทำการปลดระวางซื้อคันใหม่เลย และไม่มีคำว่าอะไหล่เทียม อะไหล่ปลอม เพราะเข้าศูนย์ฯ จะใช้อะไหล่แท้ทั้งหมด จึงเห็นได้ว่า รถบรรทุกของบริษัทฯ ใช้ได้ดีทุกคัน”

.นครพนมกำลังมีคู่แข่ง

เมื่อพูดถึงจังหวัดนครพนมแล้ว เรื่องโลจิสติกส์แข็งแกร่งมาก และก็เริ่มเต็มเพดานแล้ว แต่ก็เริ่มจะมีคู่แข่งเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว ก็คือการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬบอลิคำไซ) คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงปี 2562 ซึ่งจะมาเป็นคู่แข่งสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 (นครพนมคำม่วน) เพราะมีระยะทางสั้นกว่าเพียงแค่ 120 กว่า กม. และทางการจีนได้ทำการเจาะทะลุเขามาแล้ว ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟ และมีเส้นทางไปจีนไม่ถึง 400 กม. ถ้ามาเปรียบเทียบกับเส้นจังหวัดนครพนมไปจีนที่ยาวถึง 900 กม. ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ก็จะย้ายไปจำนวนมากเช่นกัน จึงได้ทำการจัดซื้อพื้นที่ไว้แล้ว จำนวน 5 ไร่ เพื่อจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นที่จังหวัดบึงกาฬ

มั่นใจรถสแกนเนีย

สำหรับการเลือกซื้อรถหัวลากสแกนเนีย จำนวน 20 คัน เนื่องจากเป็นรถที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากให้มีคือศูนย์บริการ เพราะถ้าไม่มีศูนย์บริการภายในจังหวัดนครพนม ทางเราก็ลำบาก จึงได้ขอให้ผู้บริหารสแกนเนียจัดศูนย์บริการขึ้นภายในจังหวัดนครพนม ซึ่งผู้บริหารก็ดำเนินการให้ จึงได้จัดซื้อในทันที 20 หัว และมีแนวโน้มจะซื้อเพิ่มอีกถ้าธุรกิจมีการเติบโตมากยิ่งขึ้น

รถสแกนเนียมีคุณภาพครบครันอยู่แล้ว เพียงแต่ในจังหวัดนครพนมยังไม่มีศูนย์บริการ เราจึงได้ขอให้ผู้บริหารสแกนเนีย จัดศูนย์บริการในพื้นที่จังหวัดนครพนมให้ เพราะถ้าหากครบกำหนดการเข้าศูนย์ฯ แล้ว เราก็จะนำเราวิ่งเข้าไปที่ศูนย์ฯ ได้ทันที และไม่ต้องเสียเวลาในการดำเนินธุรกิจด้วย เพราะการขนส่งผลไม้นั้น ต้องดำเนินการส่งให้ตรงต่อเวลา เพื่อให้สินค้าของลูกค้าที่ส่งไปมีคุณภาพมากที่สุด ตรงนี้ผู้บริหารของสแกนเนีย เข้าใจจึงจัดจัดศูนย์บริการให้ตามความต้องการ ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจซื้อตามที่สัญญาใจไว้”

เชื่อมั่นคุณภาพพนัสฯ

นอกจากซื้อรถหัวลากของสแกนเนียแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เลือกซื้อรถบรรทุกกึ่งพ่วงก้างปลา จากค่ายพนัสฯ ด้วย เพราะมั่นใจหางพ่วงพนัสฯ อย่างแรกคือ สวย ใครก็ชอบ แข็งแรง ทนทาน และขั้นตอนการผลิตเป็นมาตรฐานสากล และมีความปราณีตกว่า รวมทั้งมีความเข้าใจว่า รับน้ำหนักได้มากน้อยเพียงไร และเท่าที่ใช้มาไม่เคยหักเลยสักครั้ง เพราะเคยใช้ยี่ห้ออื่นแล้วหางพ่วงหัก 3 คัน และจากการศึกษาดูแล้วว่า การที่หางพ่วงหักนั้น เพราะวางแผนผิด และหักบริเวณใกล้เคียงกันทั้ง 3 คัน จึงได้ส่งให้ทางผู้ผลิตไปศึกษาดู เพื่อให้เขาทำออกมาให้ดี และศึกษาให้ดี ตรงนี้ทางบริษัทฯ ไม่เคยเอ่ยชื่อบริษัทหางพ่วงที่หักให้เสียชื่อเสียง เพราะถ้าผิดพลาดเราก็ควรแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้วิเคราะห์ออกมาให้ดีก่อนส่งออกสู่ตลาด

โดย…สวนเลน