เมื่อปี 2551 ได้เกิดรถตู้ร่วมบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขึ้น เพื่อให้บริการผู้โดยสารในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้เดินทางสะดวก และรวดเร็วกว่าการใช้บริการรถเมล์ ขสมก.

และในเดือน ก.. 2562 ก็ถึงเวลาที่ครบอายุสัมปทานวิ่งให้บริการมาได้ 10 ปี หรือรถตู้ร่วมฯ ขสมก. บางคัน มีอายุการใช้งานครบ 10 ปีก่อน ก็ต้องทำการปรับโฉมใหม่ ด้วยการเปลี่ยนเป็นรถมินิบัสคันใหม่ อาจจะเป็นรถที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่ หรือใช้งานมาแล้วไม่เกิน 2 ปี

ทั้งนี้ เป็นเพราะทาง ขสมก. ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร ด้วยรถตู้ที่ให้บริการจะสามารถใช้งานได้ไม่เกิน 10 ปี เพราะหมายถึงอายุการทำงานของชิ้นส่วนของรถตู้ จะมีอายุการใช้งานได้เพียงเท่านั้น หากเกินอุบัติเหตุขึ้น จะหมายถึงความเสียหายครั้งใหญ่ เพราะมีผู้โดยสารใช้รถถึง 15 คนทีเดียว

และก่อนที่จะถึงเดือน ก.. 2562 ก็ได้มีรถตู้ที่ได้ต่อสัมปทานใหม่ ด้วยการเปลี่ยนรถตู้ทั้งยี่ห้อโตโยต้า และนิสสัน มากกว่า 100 คันแล้ว โดยทุกคันจะเป็นเครื่องยนต์ NGV ทั้งหมด เพราะได้คำนวณมาแล้วว่า หากใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะมีแต่ขาดทุนที่สูง ไม่เหมือนเครื่องยนต์ NGV ที่ให้แต่กำไร

หากถึงเดือน ต.. 2562 รถตู้ที่จะต่อสัมปทานใหม่ จะต้องเปลี่ยนเป็นรถโดยสารขนาดเล็ก หรือ มินิบัส แทน โดยมีข้อกำหนดว่า ต้องมีผู้โดยสารไม่เกิน 19+1 ที่นั่งเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารในระหว่างการบริการบนรถโดยสาร

ด้วยราคาค่าโดยสารที่มีราคาเท่ารถตู้ร่วมฯ ขสมก. จึงน่าที่จะทำให้รถมินิบัสใช้เครื่องยนต์ NGV เท่านั้น เพราะจะมีผลกำไรให้สูงกว่าการใช้เครื่องยนต์ดีเซล

ด้วยข้อกำหนดของทาง ขสมก. ที่กำหนดให้ทั้งรถตู้ร่วมฯ และมินิบัสร่วมฯ จะต้องเป็นรถใหม่ป้ายแดง หรือมีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี จึงมีแนวโน้มว่า จะมีรถร่วมฯ ที่ใช้งานมาแล้วสูงกว่ารถใหม่ป้ายแดง เพราะต้นทุนการลงทุนถูกกว่ามาก

อย่างในขณะนี้ ได้มีบริษัทแห่งหนึ่ง ได้นำรถมินิบัสยี่ห้อดังเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีอายุการใช้งานไม่ถึง 2 ปี มีราคาจำหน่ายประมาณ 1.3 ล้านบาท ซึ่งได้รับความสนใจและมียอดจองจากกลุ่มรถมินิบัสร่วมฯ ขสมก. มากกว่า 50 คันแล้ว คาดว่าภายในปีนี้จะมียอดจองสูงเกินกว่า 200 คันแน่

ทั้งนี้ ทาง ขสมก. เคยได้ค่าสัมปทานจากรถตู้ร่วมฯ คันละ 1,000 บาท/เดือน ทำให้มีรายได้สูงถึงเดือนละ 5 ล้านบาททีเดียว แม้จะมีผู้ที่ยกเลิกการเป็นรถตู้ร่วมฯ ไปแล้วกว่า 500 ราย เนื่องจากมีรายได้ที่ลดน้อยลง เพราะการก่อสร้างทั้งรถไฟฟ้า การทุบสะพานต่าง ๆ ทำให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ไม่สามารถทำรอบได้

แต่ด้วยการวางแผนการจัดเส้นทางวิ่งใหม่ โดยให้รถตู้ร่วมฯ สามารถเดินทางจากต้นทางด้วยการเส้นทางอ้อมไปยังปลายทาง โดยไม่ทับเส้นทางของผู้อื่น ก็น่าที่จะทำให้กลับมามีรายได้มากเท่าเดิม คงจะช่วยให้รถตู้ร่วมฯ ประคองธุรกิจต่อไปได้

และหากเปลี่ยนมาเป็นมินิบัสร่วมฯ ก็น่าที่จะเพิ่มรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะในแต่ละเที่ยวจะสามารถมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นได้ และทำให้มีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย

ด้วยหลักการทำงานของ ขสมก. จะทำงานควบคู่ไปกับรถตู้ร่วมฯ เพราะต้องพึงพาซึ่งกันและกัน เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

โดย…ยกล้อ