โดย…วณัฐสุข สงวนศิริ

เคยได้มีโอกาสเข้าไปในหน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่งอยู่แถว ๆ หลักสี่ เพื่อไปเยี่ยมชมการบำรุงรักษายานพาหนะสำหรับใช้ในศึกสงคราม ก็ได้พบกับรถยนต์หลากหลายรุ่นหลากหลายยี่ห้อที่มีอายุนานหลายปีหรือประมาณว่าไม่ต่ำกว่า 30 ปี สภาพดีสมบูรณ์ทุกคัน

สิ่งที่ทึ่งมากคือยังติดเครื่องยนต์ได้ทุกคัน ยังวิ่งได้ตามปกติและที่สำคัญก็ไม่มีการรั่วซึมหยดของ ๆ เหลวต่าง ๆ ให้เห็นที่พื้นก็แปลความได้ว่า รถเหล่านั้นได้รับการบำรุงรักษาดูแลอย่างดี ภาษาทางการเกี่ยวการบำรุงรักษาที่เขาก็คือ “การปรนนิบัติบำรุงรักษายานพาหนะ” เป็นประโยคที่สละสลวย แม้นเวลาล่วงผ่านไปหลายปีผมก็ยังจำได้และชอบมาก ๆ

เคยมีโอกาสนั่งรถเมล์ฟรีจากสนามม้านางเลิ้งไปสนามหลวง นั่งเบาะหลังคนขับ ก็ไต่ถามทุกข์สุขตามธรรมเนียมคนไทยเรา นึกในใจว่ารถจะวิ่งถึงที่หมายปลายทางหรือไม่ (เพราะสภาพเก่า) เมื่อได้ยินเสียงเครื่องขณะออกตัวและการเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งที่พนักงานขับรถเร่งรอบเพื่อเปลี่ยนเกียร์ก็เกือบจะหงายหลัง เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มครับ รถมีพละกำลังอย่างเหลือเฟือเมื่อเทียบกับอายุของรถรุ่นนี้ที่ผลิตออกมาร่วม 20 ปี

ก็ได้ข้อมูลว่า รถเก่า ๆ รถร้อนที่วิ่ง ๆ อยู่ทุกวันนี้ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีโดยช่างมืออาชีพของผู้ผลิตรถ รถคันไหนถึงระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายของเหลว น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ก็ทำตามกำหนด ให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาตามมาตรฐานของผู้ผลิตรถและที่สำคัญคือช่างระดับมืออาชีพ

รถยนต์ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายหรอก ไม่งอแง ไม่ร้องห่มร้องไห้อยากได้โน่นอยากได้นั่น ต้องการเพียงการบำรุงรักษาดูแลตามกำหนด ต้องการน้ำมันเครื่องใหม่ ๆ ต้องการน้ำมันเบรกใหม่ ๆ ตามกำหนด ถ้าถึงกำหนด (กิโลเมตรหรือระยะเวลา) ต้องเปลี่ยนทันที แม้ว่าระดับไม่พร่องก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้ายจะเท่าเดิม

อยากจะขอเปรียบเทียบของเหลวเหล่านั้นกับยาของหมอ สมมติว่าเวลาเราป่วยก็ไปหาหมอ ๆ ก็จ่ายยามาให้ 20 เม็ด พอเรากินไป 4 เม็ดอาการป่วยก็หาย ก็เก็บยาที่เหลือ 16 เม็ดไว้ในตู้เย็น ระยะเวลาผ่านไป 2 ปีมีอาการป่วยกลับมาเหมือนเดิมก็นึกได้ว่ามียาอยู่ในตู้เย็นก็หยิบออกมาดูพบว่าสภาพสีของเม็ดยายังขาวปกติ แต่มันหมดอายุไปแล้วครับ