โดย…วณัฐสุข สงวนศิริ 

เป็นที่ทราบกันดีครับว่า อุบัติเหตุคือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาให้เกิดกับตนเอง กับญาติพี่น้อง กับเพื่อน ๆ ร่วมงานและเพื่อน ๆ ร่วมใช้รถใช้ถนน ทุกคนมีความพยายามที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น เพราะรู้ดีว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่ตามมาคือความสูญเสียทั้งทรัพย์และร่างกายหรือบางครั้งอาจถึงขั้นเสียชีวิต ผลที่มิพึงปรารถนาตามมาอีกมากมาย

หากพูดตามทฤษฏี ก็คงบอกว่า สาเหตุที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุหรือความสูญเสียก็ประกอบด้วยเพียงแค่ 2 อย่าง คือ การกระทำที่ไม่ปลอดภัยของผู้ขับรถ (Unsafe Act) และอีกอย่างก็สภาพแวดล้อมสภาวการณ์ต่าง ๆ ไม่ปลอดภัยหรือ (Unsafe Condition) ในที่นี้ก็หมายถึงรถหมายถึงถนนนั่นเอง

เมื่อเทียบเป็นสัดส่วน ก็พบว่า การกระทำที่ไม่ปลอดภัยซึ่งคนคือปัจจัยหลักก็มีสัดส่วนมากกว่าหรือประมาณร้อยละ 90 ในส่วนที่เกี่ยวกับรถเกี่ยวกับถนนนั้นมีไม่มาก การสร้างถนนให้ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งเทคโนโลยีของรถยนต์สมัยนี้ก็ยิ่งไม่ยากเหมือนในอดีตมีตัวช่วยมากมายทั้งช่วยหลังเกิดอุบัติเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในบางกรณีบางสถานการณ์

หากเราจะย้อนถามว่าแล้วทำไมอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งทั่วโลกประเทศที่เจริญก็เกิดน้อยประเทศกำลังพัฒนาก็เกิดมาก บางคำตอบ ๆ แบบทฤษฏีสมคมคิดก็บอกว่าอาจจะเป็นเพราะรถเยอะ อาจจะเป็นเพราะถนนไม่ดี

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของชาวออสเตรียเขาบอกว่าพฤติกรรมการขับขี่มีมากถึง 5 พฤติกรรมด้วยกัน ประกอบด้วย 1) พฤติกรรมขับขี่มาตรฐานตรงเถรตามกฎระเบียบกฎจราจร 2) พฤติกรรมขับขี่เบนไปในทางบวก 3) พฤติกรรมการขับขี่เบนไปในทางลบ 4) พฤติกรรมขับที่ดีและ 5) พฤติกรรมขับไม่ดี พอทราบอย่างนี้ก็พอถึงบางอ้อว่าคงอย่างนี้เองอุบัติเหตุจึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ผมหมายถึงทั่วโลกนะครับ)

และก็ถึงบางอ้ออีกว่า “เพราะพฤติกรรมหลากหลายขนาดนี้หรือที่องค์กรบางส่วนจึงให้ความสำคัญกับการอบรมการขับรถปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุ” พฤติกรรมที่องค์กรอยากให้มีมากที่สุดในองค์กรคงมีเพียงแต่ 2 พฤติกรรมเท่านั้นคือพฤติกรรมขับขี่ที่เบนไปในทางบวกมีความระมัดระวังใส่ใจในความปลอดภัยสูงและอีกหนึ่งพฤติกรรมคือพฤติกรรมขับที่ดี มีมารยาท มีน้ำใจ ปฏิบัติตามกฎหมายตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด มีความเข้าใจลักษณะถนนลักษณะรถและขีดจำกัดต่าง ๆ การที่เราจะเป็นผู้ขับเป็นที่ประสงค์ขององค์กร

วิธีเบื้องต้นที่ง่ายและไม่ต้องใช้เงินซื้อเลยก็คือการปฏิบัติตามกฎจราจร” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพทาง” การขับความเร็วตามข้อกำหนดของกฎจราจรมีข้อดีหลายอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น ระยะการหยุดรถสั้นลง การควบคุมรถก็ง่าย การหลบหลีกสามารถทำได้คล่องกว่าและทันกาลกว่าชนแล้วเกิดเพลิงลุกไหม้เป็นอุบัติเหตุที่มีผลต่อชีวิตของผู้ที่ติดอยู่ในรถเร็วมาก เพราะไฟไหม้เร็วด้วยเหตุว่าชิ้นส่วนจำนวนมากของรถทำมาจากยาง ทำมาจากพลาสติก ทำมาจากฟองน้ำหรือพวกวัสดุสังเคราะห์ที่ไวต่อไฟ

รวมถึงรูปแบบและลักษณะของรถบางประเภทที่มีข้อจำกัดของการหนีออกมาจากรถเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ถนนบางเส้นทางก็มีข้อจำกัดในการช่วยเหลือหรือการนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ยกตัวอย่าง เช่น ถนนลอยฟ้ายกรถดับต่าง ๆ เป็นถนนที่มีทางขึ้นและทางลงกำหนดไว้เป็นจุดตายตัว ความรวดเร็วในการช่วยเหลือช้ากว่าและยากกว่าถนนพื้นราบ ช่วงระยะเวลาของการเกิดอุบัติเหตุก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจไม่มีคนมาช่วย หากเกิดกลางคืนก็จะไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือทันกาลเพราะคนส่วนมากนอนหลับและมีเพียงส่วนน้อยที่เดินทางใช้ถนนในยามค่ำคืน บางรายเกิดอุบัติเหตุบริเวณทางเปลี่ยวห่างไกลถิ่นชุมชนผู้คนอาศัย

นอกจากการขับขี่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยโดยการปฏิบัติตามกฎจราจรตามกฎหมายที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็อยากขอเพิ่มในส่วนของการเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าหรือทิ้งระยะห่าง โดยขอแนะนำวิธีที่เข้าใจง่ายเพียงใช้หลัก 1:1 ก็หมายความว่าถ้าความเร็ว 60 กม./ ชม. ก็เว้นระยะห่าง 60 เมตรอย่างน้อย ถ้าความเร็ว 90 กม./ชม. ก็เว้นระยะห่างจากคันหน้า 90 เมตรอย่างน้อย วิธีนี้จะช่วยให้เรามีเวลามีระยะอย่างเพียงพอในการหยุดรถหรือการหลบหลีกหาทางออกให้กับตนเอง

เท่านั้นยังไม่พอ การเว้นระยะห่างยังช่วยให้ทัศนะวิสัยของผู้ขับขี่ดีขึ้นด้วย ในการขับรถหากพร้อมเฉพาะรถ แต่ร่างกายของคนขับไม่พร้อมนี่ก็ไม่ไหวไปไม่รอดนะครับ โดยเฉพาะความเหนื่อยล้าหรือหลับใน มันเป็นสิ่งที่คนจะล้อเล่นกับมันไม่ได้เลย หลายคนที่พลาดท่าให้กับความเหนื่อยล้าโดยบอกกับตนเองว่ายังไปได้ ยังไปไหว อีกนิดเดียวก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว การจะหลับในมีลางบอกล่วงหน้าครับ เริ่มเบลอ ๆ เริ่มตาแข็ง ๆ เริ่มหาว เริ่มสะดุ้ง เริ่มจำไม่ได้ เริ่มลืมจุดที่เพิ่งผ่านมา 2 – 3 กิโลเมตร

ดังนั้นการจะขับให้ปลอดภัยก็มีหลักง่าย ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่ต้องเสียเงินหรือลงทุนแพง “ปฏิบัติตามกฎจราจร ปฏิบัติตามวิธีการขับปลอดภัยที่กล่าวมาและปฏิบัติตามหลักธรรมชาติของร่างกายก็จะปลอดภัยไม่น้อยเลยครับ” (ภาพประกอบจาก Google)